ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

พระธาตุ

๒๗ มี.ค. ๒๕๕๒

 

พระธาตุ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๒
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

หลวงพ่อ : พูดถึงปัญหานี่มีไหม ใครมีปัญหาอะไรคาใจนิดหน่อยไหม ไม่มีเลยเหรอ ก่อนมานี่เถียงอะไรกัน อ้าว..ว่าไปเลย

โยม : เคยรู้มาว่า พระบรมสารีริกธาตุครับ จะสามารถอยู่นิ่งๆ ได้ เหมือนมีชีวิตครับ ก็อยากจะถามว่า ในเมื่อถ้าพระบรมสารีริกธาตุอะไรพวกนี้ ท่านได้นิพพานไปแล้ว ทำไมพระสารีริกธาตุถึงยังเหมือนมีชีวิต

หลวงพ่อ : แค่นี้ แค่นี้เองเหรอ เอาละ เอาเลย มันเป็นเรื่องในพุทธศาสนา ในพุทธศาสนา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน สั่งไว้ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานนะ อย่างพวกเรา พวกเรานี่เป็นสาวกสาวกะ พวกเรานี่เป็นศากยบุตร.. ศากยบุตรนะ ตอนนี้พวกเราเป็นศากยบุตร เป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

ศากยบุตรพุทธชิโนรส เห็นไหม พวกเรานี่เป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทีนี้พวกเรานี่มันบวชมาโดยสมมุติสงฆ์ บวชเป็นธรรมวินัย บวชเป็นธรรมวินัยนี่ พวกเราเคยสงสัย เพราะพวกเราบวชแต่ตัว แต่เราไม่ได้บวชหัวใจ หัวใจยังไม่ได้บวช เราบวชมาแต่ตัวใช่ไหม พอเราบวชแต่ตัว เราก็เหมือนคน เหมือนทั้งโลกนี่

เวลาฆราวาส ฆราวาสธรรม สอนแต่ฆราวาส แต่เราเป็นนักบวชแล้ว นักบวช เห็นไหม เป็นศากยบุตร มันเป็นสมมุติ จริงตามสมมุติไง เป็นสงฆ์นี่จริงตามสมมุติ ทีนี้พอจริงตามสมมุติ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ทีนี้ปรินิพพานนี่ ผู้ที่เป็นศาสดาของเรา วางหลักการไว้นะ เป็นห่วงไง เป็นห่วงไปหมดเลยว่ามันจะเกิดปัญหา ถึงได้ไปปรินิพพานที่เมืองเล็กน้อย เมืองเล็กน้อย

ถ้าไปปรินิพพานที่เมืองราชคฤห์ เมืองที่มีกำลังมาก มันจะเป็นปัญหาเรื่องพระบรมสารีริกธาตุ จะไปนิพพานที่เมืองเล็กน้อยเพราะว่า เมืองเล็ก อำนาจที่เขาเหนือกว่ามาขอส่วนแบ่งนี่มันไม่กล้าขัดขืนไง จะขัดขืนมันจะเกิดสงคราม เกิดทำให้ตัวเอง ประเทศชาติจะมีปัญหาใช่ไหม เพราะแว่นแคว้น สมัยประเทศเล็กๆ สมัยนั้น ประเทศมัน การสื่อสารมันยังเล็กน้อยมาก ทีนี้ก็เลยวางแผนตรงนี้ วางแผนว่าจะปรินิพพานที่นั่น

แล้วผู้ที่ศรัทธา เพราะพระพุทธเจ้า เวลาพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว วางธรรมวินัยไว้ อชาตศัตรูนี่นะเป็นคนที่มีวาสนามาก อชาตศัตรู ถ้าไม่ได้ฆ่าพ่อไว้นะ อย่างน้อยต้องเป็นพระโสดาบันหรือเป็นพระอนาคา แต่ด้วยกรรมไง ด้วยกรรมตัดรอนเห็นไหม ไปคบเทวทัต เทวทัตนี่ เรื่องมันจะยาว ถ้าเล่านี่ยาวมากเลย

เรื่องเทวทัต เทวทัตเขา บวชอย่างพวกเรานี่ บวชกันมา แต่พระนันทะ พระอานนท์ พวกนี้บวชแล้วปฏิบัติได้เป็นพระอริยภูมิหมดเลย ตัวเองก็เป็นลูกกษัตริย์เหมือนกัน เป็นลูกผู้น้องพระพุทธเจ้านะ เป็นลูกกษัตริย์เหมือนกัน เวลาโยมเขามาเยี่ยมมาหา เขามีน้ำปานะมา นางวิสาขามา อันนี้ฝากพระอานนท์ อันนี้ฝาก.. ตัวเองไม่มี

เพราะความรักศรัทธาของคนมันแล้วแต่ใช่ไหม พอไม่มีปั๊บนี่ เราทำอย่างไรเราถึงจะให้คนเคารพศรัทธา ก็ต้องมีลูกศิษย์เป็นที่เชิดหน้าชูตา พอมองแล้วมันไม่มีใคร ก็มีอชาตศัตรูเป็นลูกกษัตริย์ เป็นลูกพระเจ้าพิมพิสาร ก็มีฤทธิ์ เพราะไปได้ฌานโลกีย์ ก็แปลงตนเป็นงูไปพันหัวไปอะไรนี่ ทำให้คน ให้ศรัทธาเชื่อถือ พอศรัทธาเชื่อถือปั๊บก็ยุเลย ยุให้ชิงราชสมบัติ

อชาตศัตรูบอกไม่ทำหรอก เพราะของพ่อ พ่อให้แน่นอนอยู่แล้ว รู้ได้อย่างไรว่าใครตายก่อน ยุทุกวัน ยุทุกวันจนทนไม่ไหว ฆ่าพ่อ ทีนี้พอฆ่าพ่อนะ เราจะยกอชาตศัตรูมาให้เห็น เราจะย้อนกลับไปที่พระพุทธเจ้าวางแผนไว้ไง พอเห็นปั๊บ พอว่าเห็นอชาตศัตรูนี่ฆ่าพ่อ พอฆ่าพ่อก็ได้เป็นกษัตริย์ พอได้เป็นกษัตริย์ก็เสียใจ ว่าคนดี ก็เสียใจ เสียใจมาก เสียใจว่าได้ทำสิ่งนี้ไปแล้ว สิ่งนี้ไปแล้ว

ทีนี้หมอชีวกเป็นคนพาไป มันทุกข์ใจไง คนฆ่าพ่อก็ทุกข์ใจมาก หมอชีวกเป็นคนพาไป พาไปว่า อาจารย์องค์ไหนดี จะแก้ทุกข์อันนี้ไง ก็บอกพระพุทธเจ้าเกิดแล้ว ให้ไปหาพระพุทธเจ้า ทุกคนก็ว่าอาจารย์ตัวเองดีก็จะพาไป จะเชิญไป เพราะเป็นกษัตริย์

ทีนี้หมอชีวกก็บอก ไปหาพระพุทธเจ้าดีกว่า ก็ไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่ ทีนี้ตัวเองกษัตริย์นะ พอไปอยู่ที่เปลี่ยวกับหมอชีวก คิดว่าหมอชีวกจะลวงมาฆ่า คือจะชิงอำนาจเหมือนกันไง โอ้ เสียวสันหลังเลย ก็กลัวว่าคนจะชิงมาฆ่านะ กลัวคนจะชิงมาฆ่าเพราะมันสงัดมาก

เพราะเวลาปฏิบัติ อย่างพระเราอยู่ในป่านี่สงัดมาก พอเฉลียวใจ ก็ถามหมอชีวกว่าหลอกมาฆ่าเหรอ หมอชีวกบอกไม่ใช่หรอก ใจเย็นๆ สิ ดูสิ พระพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่โน่น พระพุทธเจ้าเห็น พระพุทธเจ้าเทศน์สอน เทศน์สอนศรัทธา เห็นไหม พอศรัทธาก็เชื่อ ศรัทธาเชื่อนี่ ศรัทธามาก รักพระพุทธเจ้ามาก

พอรักพระพุทธเจ้ามาก ถึงเวลานะ ถึงเวลาพระพุทธเจ้าจะนิพพาน พวกอำมาตย์เขาประชุมกันไง ว่าบอกข่าวพระพุทธเจ้าตายนะ อชาตศัตรูจะไม่มีชีวิตอยู่ต้องตายตาม เขาวางแผนกันนะ เขาขุดเรือ เรือไม้นี่ขุด แล้วเอาสมุนไพรวางไว้พร้อม ถ้าคนสลบปั๊บ ต้องเอาแช่น้ำ แช่น้ำไว้ฟื้นเลยนะ นี้จะชี้ให้เห็นความเชื่อความศรัทธาของอชาตศัตรู

พระมาก็ประชุมกันเลยนะ ไปแจ้งข่าวว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ไม่ได้! อชาตศัตรูนี่ต้องช็อคตายเลย เพราะด้วยความรัก ด้วยความเคารพ ด้วยความยึดมั่น ก็เลย..อำมาตย์มาประชุมกัน ประชุมกันก็ขุดเป็นเรือโบราณ เห็นไหม ไอ้ที่เรือโบราณที่เขาแช่น้ำว่านกัน ขุดแล้วก็เอาสมุนไพรเตรียมพร้อมไว้ แล้วก็เตรียมพร้อม

ทีนี้อำมาตย์เขารู้กันหมดแล้ว แต่กษัตริย์ยังไม่รู้ เขาขึ้นมารายงานว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ช็อคเลย ก็จับลงแช่น้ำว่าน น้ำสมุนไพรให้ฟื้น ฟื้นขึ้นมา ช็อคอีก ๗ หนน่ะ นี่เราเทียบให้ดูว่าถ้าคนมีความเคารพขนาดนั้น แล้วมีกองทัพใหญ่ ราชคฤห์นี่เมืองใหญ่ แล้วถ้าพระธาตุไม่แบ่งกัน แหลกไหม แหลก! นี่พระพุทธเจ้าถึงว่าไปเลือกนิพพานในที่เมืองเล็กๆ นี่พูดถึงนะ

แล้วพระพุทธเจ้าสร้างบารมีมาเยอะมาก พอสร้างมาเยอะมากปั๊บนี่ รู้ด้วยว่ามี สุภัททะเป็นพราหมณ์ที่มีปัญญามาก ทิฐิมาก แต่พระพุทธเจ้าจะสอนได้คนเดียวคนอื่นสอนไม่ได้ ก็จะปรินิพพานที่นั่นไง คืนนั้นก็มาเฝ้า มาหาพระพุทธเจ้า พอมาถึง พระอานนท์ไม่ให้เข้า เพราะพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานแล้ว ไม่ให้เข้า

พระพุทธเจ้าได้ยินเสียงโต้ตอบกัน “อานนท์ นั่นใครน่ะ”

“สุภัททะเขาจะมาถามปัญหา ปล่อยเขาเข้ามาเถอะ เรามาเพื่อคนๆ นี้ด้วย”

นี่จะตายนะ คนจะเดินไปตายนี่สร้างประโยชน์มหาศาลเลย เพราะคนๆ นี้ด้วย ให้ปล่อยให้เขาเข้ามา พอปล่อยเข้ามาแล้วเขาก็ถามนะ เพราะเขาเป็นพราหมณ์เขาถือตัว ว่าเขานี้มีความรู้มาก อย่างพวกเราด็อกเตอร์ๆ ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์นี่โง่ โง่มากๆ เลย เพราะมันไม่รู้จักตัวมันเอง นึกว่าเก่งมากๆ

คนเก่งจะไปถามพระพุทธเจ้าทำไม คนเก่งไม่ใช้สมองมึงคิด มึงใช้ตรรกะมึงดูสิ ไปถามพระพุทธเจ้าว่า ศาสนาไหนก็ว่าดีๆ พระพุทธเจ้าบอกว่า

“เธออย่าถามให้มากไปเลย ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล สุภัททะเธอบวชเถิด”

ให้พระอานนท์บวชให้คืนนั้นเลย คืนนั้นพอบวชปั๊บ คืนนั้นเดินจงกรมเป็นพระอรหันต์คืนนั้นเลย มานี่เยอะมาก เสร็จแล้วนี่ พระพุทธเจ้าปรินิพพาน พอปรินิพพานเสร็จแล้วนี่ พระธาตุก็แบ่งกัน แบ่งกันไปเพราะเคารพบูชา เพราะพระพุทธเจ้าสอนเอาไว้เยอะมาก ตำรา แบบว่าพระอานนท์ฟังไว้มาก ก็แบบว่าสอนกันไปๆ

ทีนี้เสร็จแล้วก็กลายเป็นพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันต์เท่านั้นที่กระดูกไอ้นี่ ทางการแพทย์เขาบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ว่ามันเผาแล้วมันจะเป็นแก้ว มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ มันมีหมอมาหาเรา หมอจากศิริราช เขา ๓ คน เขาบอกเขาไม่เชื่อหรอกว่ากระดูกคนจะเป็นแก้วได้ แต่ต้องเชื่อ ตัวเองพูดเอง

ทีแรกเราก็นึกว่า เอ๊ะ ทำไมโยมพูดจา ฟังดูมันแปลกๆ อยู่ เขาศรัทธาในศาสนา เขามาหาเรา เขาบอกเขาไม่เชื่อหรอก กระดูกคนจะเป็นแก้วได้ แต่ต้องเชื่อ ต้องเชื่อเพราะอะไรรู้ไหม? ต้องเชื่อเพราะเขาเป็นคนผ่าตัดสะบ้าหลวงปู่แหวนเอง เปลี่ยนสะบ้าหลวงปู่แหวนผ่าออกมาเป็นแก้ว เขาเจอซึ่งๆ หน้า

ทีนี้มันก็ย้อนกลับมาว่า พระอรหันต์เท่านั้นที่เวลาเผาไปแล้วกระดูกจะกลายเป็นแก้ว จะกลายเป็นพระธาตุ ทีนี้พระพุทธเจ้านี่พระอรหันต์เหมือนกัน แต่พระพุทธเจ้านี่เรียก พระบรมสารีริกธาตุ ทีนี้พระบรมสารีริกธาตุ คนนะ กายกับใจมันคนละเรื่องกัน กายกับใจมันคนละเรื่องกัน พระอรหันต์เป็นได้ที่ไหน เป็นได้ที่หัวใจ ไม่ใช่เป็นที่ร่างกาย ไม่ใช่เป็นที่กระดูก ไม่ได้เป็นที่เนื้อ ไม่ได้เป็น ร่างกายเราเป็นพระอรหันต์ไม่ได้เลย เป็นได้ที่หัวใจ

ทีนี้บอกว่าในเมื่อพระอรหันต์นิพพานไปแล้ว ก็หมดเรื่องไปแล้ว ทำไมพระธาตุเหมือนสิ่งที่มีชีวิตอีกใช่ไหม เห็นไหม มันคนละเรื่องนะ พระอรหันต์เวลานิพพานไปแล้ว พระอรหันต์ปรินิพพาน เป็นพระอรหันต์ได้ตั้งแต่สิ้นกิเลสนะ เวลาพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมานี่ คืนนั้นเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์

อายุ ๔๐ ๔๕ ปี เวลาเทศนาว่าการ นั่นพระอรหันต์นะ สอุปาทิเสสนิพพาน พระอรหันต์ที่สิ้นกิเลสแล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่ ชีวิตหมายถึงว่า เรายังไม่หมดอายุขัย พอไม่หมดอายุขัยเพราะเป็นพระอรหันต์ คำว่าพระอรหันต์ เป็นที่ไหน เป็นที่ใจ เพราะใจเป็นพระอรหันต์ ใจรู้จริง ใจรู้สัจจะความจริง ใจเทศนาว่าการ ตัวใจ แต่พอพระอรหันต์ตายปั๊บ นี่ไง อนุปาทิเสสนิพพาน

คือว่าจิตที่อยู่โดยปกตินี่ สอุปาทิเสสนิพพาน คือร่างกายกับความคิด ขันธ์ ๕คือความคิด ใจพลังงานนะเป็นพระอรหันต์ ตัวพลังงานเป็นพระอรหันต์ ความคิดไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ ตัวพลังงานเป็นพระอรหันต์ ตัวพลังงานนั้น เวลาจะสื่อความหมายต้องสื่อผ่านความคิด นี่ไง ขันธ์ ๕ ความคิดคือขันธ์ ๕ ตัวร่างกายนี่คือตัวธาตุ ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ เป็นพระอรหันต์ไม่ได้ พลังงานล้วนเป็นพระอรหันต์

ทีนี้พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ขึ้นมานี่ มันหมดกิเลสนะ พอหมดกิเลสนี่ขันธ์ ๕ ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ มันสะอาด รู้จริงทำจริงก็แสดงธรรม เผยแผ่ธรรม จะบอกว่าพระอรหันต์ตาย พอพระอรหันต์ตายนี่จิตเคลื่อนออกจากร่างนี้ไป พอเคลื่อนจากร่างนี้ไป ธาตุ ๔ ไม่มีแล้ว คือธาตุ ๔ ทิ้งไว้ที่โลกนี้ คือว่าซากศพต้องอยู่ที่นี่

ไอ้ความคิดมันไม่มีตั้งแต่ต้น มันขาดกันตั้งแต่เป็นพระอรหันต์แล้ว แต่! แต่ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม เศษเหลือทิ้งเห็นไหม สอุปาทิเสสนิพพาน สะคือเศษ เศษเหลือทิ้ง ความคิดโดยอำนาจวาสนา กับร่างกายมันเป็นเศษเหลือทิ้ง ทั้งที่พระอรหันต์มีชีวิตอยู่ ทีนี้พอพระอรหันต์ตาย คืออนุปาทิเสสนิพพาน คือไม่มีเศษแล้ว คือตอนนี้จะตามหาร่องรอยไม่เจอเลย

พระอรหันต์ เวลาพระอรหันต์ตายนะ ในพระไตรปิฎกเยอะมาก พอพระอรหันต์ตายนะพวกมารตามหาจนฝุ่นฟุ้ง ที่ว่าพระอะไรที่เชือดคอตาย ภาวนาแล้วเจริญแล้วเสื่อมๆ มา ๗ หน ทนไม่ไหวเลย ทนไม่ไหวก็เชือด เอามีดเชือด พอเชือดแล้วเลือดมันพุ่ง พอเลือดมันพุ่งปั๊บ มันไวนะ สติคนมีวาสนามันจะไว มันพิจารณาเดี๋ยวนั้น

คิดดูสิ คนเราน่ะ ชั่วที่ว่าเชือดคอ เลือดกระจายแล้ว จนมันหมดอายุขัย จะตายแล้ว ช่วงที่จะตาย พวกเราต้องเจ็บปวด แต่คนที่เขาภาวนาอยู่ ช่วงเวลาแค่นี้ เขาสามารถพิจารณาเลือด พิจารณาบาดแผลของเขาเอง จนเขาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ เราภาวนาเกือบตายยังทำไม่ได้ใช่ไหม แปลกใจเลยล่ะ อันนี้ยังไม่เข้าใจถึงวาสนาของคน เพราะพิจารณาขนาดนั้นปั๊บ พอพิจารณาขนาดนั้น สิ้นปั๊บ สิ้นกิเลสเลย เป็นพระอรหันต์ ตายพร้อมกันไปเลย

ทีนี้มาร การเชือดคอตาย การฆ่าตัวตายนี่บาปกรรมมาก การฆ่าคนอื่นตายตามกฎหมายโลกนะ เราต้องติดคุก ๒๐ ปี เราฆ่าคนอื่นตาย ถ้าเราคนฆ่าตัวเองตายไม่มีโทษ แต่ทางธรรมโทษมากกว่า เพราะการฆ่าคนอื่นด้วยโทสะ ด้วยความหลงผิด แต่การฆ่าตัวตาย การฆ่าตัวตายเพราะ เราได้ทรัพย์สมบัติอันนี้มา สมบัติที่มีค่าที่สุดในโลกนี้นะ ความรู้สึกคือหัวใจของคน

หัวใจของคนเป็นคนขึ้นมาแล้ว สร้างคุณงามความดี ทำคุณงามความดี ผลตกลงที่บุญและกรรม แต่พวกเราไปเห็นวัตถุธาตุกันว่ามีคุณค่า เรามองข้ามตัวเรากันไปหมดเลย เห็นไหม เราเลยไม่รู้จักสิ่งที่มีคุณค่า ไปเห็นสิ่งที่เป็นแร่ธาตุมีคุณค่า แต่ไม่เห็นจิตใจของคนมีคุณค่า พอการฆ่าตัวตายถึงได้มีกรรมมาก เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุด เราเป็นคน เราหาสมบัติมา เราจะเป็นเจ้าของสมบัตินั้น

เราเป็นคนเรามีหัวใจ หัวใจนี้วิปัสสนาขึ้นมา หัวใจเป็นพระโสดาบัน หัวใจเป็นพระสกิทา หัวใจเป็นพระอนาคา หัวใจเป็นพระอรหันต์ มันมีคุณค่าตรงนี้มาก แล้วเราไปทำลายตรงนี้ซะ เราทำลายตัวเราเองไง กรรมถึงได้เยอะมาก

เขาถึงบอกว่าคนฆ่าตัวตายจะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร ถ้าศึกษาทางวิชาการนะ คนฆ่าตัวตายเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร นี่เชือดคอ เลือดพุ่ง แต่นั่นน่ะการทำลายตัวเอง แต่ทำลายตัวเองแล้วจิตมันทัน จิตมันหมุนทัน พอหมุนทันชำระปั๊บ พิจารณาปั๊บ สิ้น! เป็นพระอรหันต์เลย

มารตามหา เพราะมาร พญามารนี่มันอยู่บนหัวใจของเรา อวิชชาอยู่บนความรู้สึกของเรา ความรู้สึกเรานี่เป็นที่อยู่ของอวิชชา เป็นที่อยู่อันรุงรังของมาร แล้วนี่ นี้มันอยู่กับทุกๆ ดวงใจใช่ไหม มันก็จะตามหาที่อยู่ของมัน พอพระองค์นี้ตายปั๊บก็ค้นหาๆ พระพุทธเจ้าบอกเลย

“มารเอย เธอหาภพ หาที่อยู่ หาที่หมาย ที่เธอจะหาลูกศิษย์เราไม่เจอหรอก ท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่มีหรอก” เห็นไหม

จิตที่มันสิ้นกิเลสมันเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ในหัวใจ พระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่กับพระอรหันต์ที่ตายแล้วต่างกัน ต่างกันตรงร่างกายกับความคิดเท่านั้นเอง แต่พอพระอรหันต์ตายปั๊บ เหมือนกันหมดเลย ฉะนั้นพระอรหันต์ตายไปแล้ว พระอรหันต์ตายนะ เวลาคนตาย เวลาเราตาย จิตออกจากร่างเหมือนกัน แต่เราออกไปพร้อมกับความคิด ออกไปพร้อมกับความยึดมั่น

อย่างเช่นเรานี่เป็นคนจะตาย โอ้โฮ เราห่วงมากเลย โน่นก็ยัง สมบัติก็ยังไม่ได้แบ่งนะ โอ๊ย แล้ววัดก็สร้างไปตั้งเยอะแล้ว โอ๊ย แล้ววัดเราก็ดีๆ ขนาดนั้นเลย โอ๊ยกูจะไม่ยอมไปหรอก โอ๊ย แล้ววัดกูใครจะแย่งวะ ทุกข์ตายห่าเลย ตายไปพร้อมกับมาร แต่พระอรหันต์นะ เสร็จ เราสร้างมาให้เขา เราทิ้งหมดแล้ว แม้แต่ความคิดหัวใจยังทิ้งแล้ว มันจะตงจะตายมันไม่มีหรอก มันเปลี่ยน ประสาเป็นมนุษย์นี่นะ มันเปลี่ยนภพชาติ

มันตายจากสถานะหนึ่ง มันจะไปอยู่อีกสถานะหนึ่ง มันไม่มีอะไรตายหรอก แต่เราห่วงกัน เพราะเราห่วงอดีต เราไปยึดมั่นกับอดีตอนาคต เราจะทุกข์ยากกันมาก ทีนี้ถ้าเราตายโดยมนุษย์ตายนี่นะ จิตเอาชนะเหมือนกัน แต่ทุกข์น่าดูเลย คนกลัวตายมาก แล้วพอตายจะกลัวมาก แล้วเพราะอะไรรู้ไหม เพราะตายแล้วไม่รู้จะไปเจออะไร แล้วเราไปข้างหน้าจะไปเจออะไร

เราปฏิเสธกันเลยว่า มีชาตินี้เท่านั้น ถ้าเป็นจริงนะ พรุ่งนี้ต้องไม่มี เราไม่เชื่อวันนี้ พรุ่งนี้ต้องไม่มี พรุ่งนี้มีไหม พรุ่งนี้มีแน่นอน เพราะจิตของคนมันทำลายไม่ได้ ตัวความรู้สึกตัวพลังงานนี่ใครทำลายมัน แล้วเอาอะไรทำลาย นี่ปัจจุบันนี้การปฏิบัติมันเจริญรุ่งเรือง ทุกคนเลยบอกว่าพิจารณากายถอนกาย โม้ทั้งนั้น

เราไม่มีเป้าหมายเราจะยิงอะไร เราออกล่าสัตว์ เราไม่เจอตัวสัตว์ มึงยิงฟ้า มึงจะได้สัตว์ไหม ถ้าจิตมึงไม่สงบ จิตมึงไม่เป็นไป มึงภาวนานะ อย่ามาโม้ โกหกทั้งเพ เราเป็นพรานป่า เราจะล่าสัตว์ เราต้องเห็นเก้งเห็นกวาง แล้วเรายิงมัน เราถึงได้สัตว์นั้นมา การวิปัสสนามันต้องเห็นจิตของมัน เห็นกิเลสของมัน แล้วทำลาย อันนั้นมันถึงจะเป็นการวิปัสสนา เห็นไหม

ทีนี้คนที่มีกิเลสตาย เห็นไหม มันก็จะทุกข์ยากของมันไปตามธรรมชาติของมัน ทีนี้พระอรหันต์มันเห็นตั้งแต่กิเลสตายแล้ว ประสาเราพระอรหันต์จะไม่ตื่นกลัวจะไม่ตื่นเต้นกับความอยู่และความตายหรอก โกหก หลอกเด็ก ของหลอกๆ ทีนี้พอของหลอกๆ ปั๊บ ขณะที่มีชีวิตอยู่ พระอรหันต์นะ ถ้าสำเร็จเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่หนุ่มๆ อย่างนี้

แล้วพิจารณาไปเรื่อยๆ เขาเรียกเพราะจิตเป็นพระอรหันต์ พลังงานตัวนี้มันสะอาด มันอยู่ในร่างกายนี้ มันฟอก มันใช้พลังงานที่สะอาด พระอรหันต์ตายปั๊บ ๗ วันเป็นพระธาตุเลย บางทีหลวงปู่แหวน เผาอยู่นี่กระเด็นออกมาเป็นพระธาตุตลอดเวลา เพราะหลวงปู่แหวนท่านสำเร็จมานานมาก จิตของท่านน่ะฟอก แต่อย่างไอ้นี่อย่างที่ว่าเชือดคอตาย ตายเดี๋ยวนั้นนะ ใช้เวลา

ดูอย่างของหลวงปู่มั่นสิ หลวงปู่มั่น ท่านเป็นอาจารย์นะ แล้วเวลากว่าจะเป็นพระธาตุ รอมาเกือบ ๑๐ กว่าปีหรือเกือบ ๒๐ ปี ถึงได้รู้ว่าเริ่มกลายเป็นพระธาตุ การเป็นพระธาตุช้า เป็นพระธาตุเร็ว ก็อยู่ที่วุฒิภาวะที่เราสิ้นกิเลส นานหรือสั้นหรือยาวกว่ากัน พอสั้นยาวกว่ากันเห็นไหม ทีนี้สั้นยาวกว่ากัน พระอรหันต์กับพระอรหันต์ มีค่าเท่ากันใช่ไหม

ในเมื่อเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน แล้วทำไมมันถึงว่าเป็นพระธาตุเร็วหรือเป็นพระธาตุช้าล่ะ เป็นพระธาตุเร็ว พระธาตุช้า เพราะนี่ไง เวลาที่มันฟอกนี่ไง จิตที่มัน ช่วงที่มันฟอกอยู่นี่ หลวงปู่แหวนนะ ตอนเผาศพนะ เพื่อนเราอยู่ในนั้นด้วย กระเด็นออกมาจากกองเพลิงเลย ตกใส่หน้าตัก ปั๊บๆๆ เต็มไปหมดเลย

ฉะนั้นพอหลวงปู่แหวนท่านนิพพานหรือพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว จิตนั่นมันออกไปแล้ว จิตกับพระธาตุมันคนละอันกัน ที่บอกว่าทำไม ทีนี้พระธาตุ อย่างที่พูดน่ะ มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ พระธาตุนี่เหมือนสิ่งที่มีชีวิต เพิ่มยอดจำนวนได้ ลดหายได้

อย่างเช่นเรามีพระธาตุแต่เราเป็นคนที่ไม่ดี เราเป็นคนที่ไม่เคยทำคุณงามความดี หรือเรารักษาไม่ดี พระธาตุนั้นจะหายไปเรื่อยๆ นะจนไม่มีเหลือเลย บางคนนะมีอยู่ ๒ องค์ บางคนมีอยู่ ๓ องค์ แล้วทำความสะอาดแล้วบูชาด้วยดอกมะลินะ จาก ๒ เป็น ๙ จาก ๙ เป็น ๑๐ มีโยมเขามาให้เยอะ บ้านเขามีพระธาตุ แล้วเขาจะมีมาเยอะมาก แล้วเขาจะเอามาแจกเอามาแบ่งกัน เพราะของเขาเพิ่มมาเรื่อยๆ

อย่างที่พูดน่ะถูก เหมือนสิ่งที่มีชีวิต มันเป็นความมหัศจรรย์ไง มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ นี่มันมหัศจรรย์เพราะว่าศาสนานี่สำคัญมาก แล้วมีเฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น พระอย่างอื่นนี่เป็นไปไม่ได้ นี้เป็นพระธาตุ

ทีนี้พระธาตุ เราต้องดูของเราว่าพระธาตุ พระธาตุนะมันมีอยู่ในอากาศ มันมีมามีไปอยู่แล้ว ทีนี้ถ้าเราได้พระธาตุมาก็คือพระธาตุ ทีนี้พวกเราเวลาตายไปแล้ว กระดูกกลายเป็นพระธาตุก็เป็นพระธาตุจริงๆ ก็เอาพระธาตุมาวางไว้คู่กันไง ไม่รู้พระธาตุใคร ตรงนี้เพราะสังคมมีความเชื่อถือแล้ว พอมีความเชื่อถือแล้ว เราก็ทำให้เป็นอย่างนั้น

เราเคยได้อัฐิของอาจารย์สิงห์ทองมา เป็นกระดูกเราเก็บไว้ แล้วจากกระดูกนี่มันค่อยๆ ใส ใสเข้าไปเป็นแก้วไปทีละนิดๆ จนทั้งหมดเลย นี่ไง พระธาตุของอาจารย์สิงห์ทองไง

อย่างนี้เราเชื่อมั่นมาก แต่เราได้พระธาตุมาเรายอมรับว่าเป็นพระธาตุนะ เราก็เข้าใจว่าเป็นพระธาตุ แต่ถ้าว่าเป็นของพระองค์ไหน ยังต้องพิสูจน์กันก่อน เพราะมันจะอ้างสิ่งนี้มาเป็นประโยชน์ของตัวเอง

พอพูดอย่างนี้ตอบเหมือนไม่ได้ตอบ เวลาเราตอบปัญหา เพราะเราจะบอกว่าพระธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุเป็นอย่างนั้นจริง เหมือนเป็นสิ่งที่มีชีวิตจริง เคลื่อนเพิ่มจำนวนได้ ลดจำนวนได้ แล้วโดยหลักการ พระพุทธเจ้าเทศนาว่าการไว้ เป็นจริง

ดูสิ พระกัสสปะ เห็นไหม พระกัสสปะที่ว่าเป็นคู่บารมีกับช้าง ที่ว่าเอาช้างไปกอดเสานะ แล้วช้างตัวนั้นสร้างบุญบารมีมาจะเป็นพระศรีอริยเมตไตรย พระกัสสปะมาสำเร็จในศาสนาพุทธนี้ ในศาสนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ แล้วนิพพานไป ศพนี้ยังเก็บอยู่ในภูเขาที่บังไว้ไง จะรอให้พระศรีอริยเมตไตรยตรัสรู้ขึ้นมา แล้วจะต้องเอากระดูกพระกัสสปะมาเผาอยู่บนมือนี้ กรรมมันจะแก้กัน

พระพุทธเจ้าบอกว่า ศาสนานี่เวลาจะเสื่อม พระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมารวมตัวกัน เพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่าถึงเวลาศาสนา มัน เอกนามกึง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้แต่องค์เดียว องค์เดียวจริงๆ เพราะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้แต่ละหนึ่งองค์เท่านั้น

ทีนี้การสร้างบารมีมามันมหาศาลมาก พอสร้างมาพวกเราเชื่อถือนะ พระที่มีหลักมีเกณฑ์ เชื่อถือมาก จะสร้างพระพุทธรูปไว้เยอะมากเลย เพื่อจะเชิดชูศาสนา ทีนี้คิดสิ สิ่งที่เป็นพวกสำริดพวกอะไรต่างๆ มันจะย่อยสลายเมื่อไหร่ล่ะ

พระศรีอริยเมตไตรยมาตรัสรู้ สิ่งเครื่องหมายถึงศาสนาเดิมจะไม่มี ศาสนามันจะเรียวแหลมลงไป เรียวแหลมลงไปจนสังคมจะไม่เชื่อถือ จนดูถูกดูแคลนนะ ใครทำความดีคนนั้นโง่ ใครทำความชั่ว ใครเอาเปรียบ คนนั้นฉลาด ค่านิยมมันจะต่างกันไป มันจะทำลายกันเอง มันจะกินตัวมันเองแล้วทำลายตัวมันเอง ถึงที่สุดแล้วคนจะทำลายกัน

ทำลายกัน ถึงที่สุดแล้ว จะมีคนดีหรือสำนึกตัวได้ จนอายุ ๑๐ ขวบ แล้วจะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ แล้วโลกนี้จะปรับฟื้น นี่ในพระไตรปิฎก โลกนี้จะปรับตัวใหม่ ปรับตัวขึ้นมา ปรับตัวขึ้นมา จนมีมนุษย์ขึ้นมา จะมีอายุยืนยาวขึ้นมา มีอายุยืนยาวขึ้นมา แล้วป่าเขาจะกลับคืนมาอุดมสมบูรณ์ พระศรีอริยเมตไตรยมาตรัสรู้ตอนนั้น

นี่จะบอกว่าพระบรมสารีริกธาตุแต่ละองค์ เพราะว่าอะไรรู้ไหม เพราะพระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้แล้ว บอกว่าถ้าพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ที่จะมาตรัสรู้ จะไม่มีหลักฐานหรือสิ่งที่เป็นศาสนาเดิมไง สิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน ทีนี้อันนั้นอันหนึ่ง สองอันที่ว่าพระบรมสารีริกธาตุนี่จะมารวมตัวกัน แล้วจะทำลายตัวเอง หมดยุคหมดกาลของศาสนา

พอพูดอย่างนี้ปุ๊บ วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ๆ จริงๆ แล้วนะทางวิทยาศาสตร์ เวลาเราอยู่กับโลก ใช่ไหม วิทยาศาสตร์มันเป็นสิ่งที่ให้พวกเราฉลาด ให้รู้เท่าทันธรรมชาติ ให้รู้เท่าทันทุกๆสิ่ง แต่วิทยาศาสตร์มันเป็นทฤษฎีที่ตายตัว บางทีลูกศิษย์เรานี่ด็อกเตอร์เยอะนะ เราจะบอกเลยนะวิทยาศาสตร์นี่กูดูถูกฉิบหายเลยๆ เพราะวิทยาศาสตร์มันมีค่าของมัน เห็นไหม ค่าความเปลี่ยนแปลงของมัน มันไม่มีร้อยเปอร์เซ็นต์ไง ๙๙.๙๙ ร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นไปไม่ได้

ทีนี้พอมาทางธรรมะ ธรรมะปรมัตถธรรม ถ้ามันไม่ล้านเปอร์เซ็นต์ ไม่ร้อยล้านเปอร์เซ็นต์ มันมีค่า ปรมัตถธรรมนี่ล้านเปอร์เซ็นต์ อย่าว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่อย่างนั้นปรมัตถธรรมนี้เกิดไม่ได้ ธรรมะธรรมชาติ ธรรมะเกิดขึ้นมาไม่ได้ ฉะนั้นถ้าเราไปยึดทฤษฎี ยึดวิทยาศาสตร์ตายตัว ผิดตรงนี้ไง วิทยาศาสตร์ตายตัวต้องเป็นอย่างนั้นๆ ถ้าต้องเป็นอย่างนั้น มันต้องเป็นอย่างนั้น กรรมก็ต้องตายตัว

ทำดีได้ดี ที่ว่ากฎแห่งกรรมๆ ทำดี ทุกคนจะบ่นเลยว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำดีไม่ได้ดี ทำไมจะไม่ได้ดี ถ้าเอ็งไม่ทำความดี เอ็งทำชั่วมากกว่านี้ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทีนี้ทุกคนจะบอกว่า เราจะคิดแบบธุรกิจไง หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสองไง ให้ไปบาทหนึ่ง มันก็ต้องผลบุญต้องกลับมาบาทหนึ่งสิ วิทยาศาสตร์คิดเป็นอย่างนี้ไง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เอ็งให้ไปบาทหนึ่ง เอ็งจะได้ล้านหนึ่ง เอ็งให้ไปบาทหนึ่ง เอ็งจะไม่ได้อะไรเลย ถ้าธรรมะเป็นอย่างนี้

วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ไหม เราจะบอกว่าสิ่งนี้วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ เรายกบ่อย ทุคตะเข็ญใจเขาทำนาอยู่เห็นไหม รับจ้างทำนาอยู่ พระสารีบุตรพระอรหันต์เข้าฌานสมาบัติอยู่แล้วออกจากสมาบัติ ทำบุญจะได้บุญมาก ทีนี้ชาวนาก็ทำนาอยู่ใช่ไหม ทำนาอยู่ แล้วหิวมากไง ถึงเวลาอาหารไม่มีใครมาส่ง ก็โมโหหิวนะ ก็คิดว่าเดี๋ยวถ้ามีมานะ เดี๋ยวที่บ้านเขาเอาอาหารมาส่งจะต้องมีปัญหาแน่นอน

ทีนี้ด้วยบุญนะ ถึงคราวของบุญที่คนสร้าง เวลาเขาเอาอาหารมาให้ พระสารีบุตรก็พอดีบิณฑบาตมา พอบิณฑบาตมา เห็นพระสารีบุตรมันชื่นใจ มันชื่นใจมันมีความฝักใฝ่ อาหารที่มา คนเราหิวนะ ไม่ได้กินมันช็อคตายได้นะ อาหารนี่ใส่บาตรพระสารีบุตรไปหมดเลย พระสารีบุตรอนุโมทนาเสร็จ นี่ก็ได้บุญมาก แช่มชื่นมาก

ลงไปในดิน ไปไถนาอย่างเดิม ธรรมดาหิวมากเลย แต่นี่มันอิ่มบุญ ลงไปไถนา พอคันไถมันพลิกแผ่นดินขึ้นมา แผ่นดินเป็นทองคำ! แผ่นดินเป็นทองคำ! ดินทุกก้อนเป็นทองคำหมดเลย บุญกุศลของบุญที่ได้สละทานกับพระอรหันต์ที่ออกจากฌานสมาบัติ มันเลยเป็นคติของคนไทย คนไทยพยายามหาตรงนี้ไง พยายามทำบุญกับพระอรหันต์ที่ออกจากฌานสมาบัติ แล้วมึงอันไหนมึงจะหันจริงหันเทียมล่ะ หันปลอมมันเยอะ มึงไม่ได้อะไรกันหรอก แต่เพราะเราไปเชื่อมั่นกันในเชิงทฤษฎี เห็นไหม

ทีนี้ของจริงมันมีไหม เราเชื่อว่ามี นี้เราจะเห็นนะ เราศึกษาเรื่องนี้เราต้องศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ ศึกษาให้ครบวงจร เวลามันพลิกเป็นดินขึ้นมา เป็นทองคำหมดๆ ทีนี้เมืองมันแคบสมัยโบราณ เห็นไหม ก็คิดว่าถ้าอ้างว่าทองคำเป็นของทุคตะเข็ญใจคนนี้นะ เขาจะไม่มีที่อยู่ เพราะเขาเอง ทุคตะเข็ญใจคือไม่มีอะไรติดไม้

คนจนสมัยโบราณ จนจริงๆ นะ มีเสื้อผ้าติดตัวเท่านั้น แล้วคนจนอย่างนี้จะมีทองคำ มันเป็นก้อนๆๆ อย่างนี้ มึงไม่ปล้นมา มึงไปเอามาจากไหน ก็ตัวเองไม่กล้าหยิบทองคำ ไม่กล้า ไม่กล้าก็ไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร บอกข้าพเจ้าเป็นทุคตะเข็ญใจ เป็นคนจน ไม่ใช่คนรวยหรอก คนจนรับจ้างเขาไถนา

แล้วพอไถนานี่มันก็ไม่รู้ตัวเอง เพราะปุถุชนจะไม่รู้เรื่องอะไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมามันก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้ ก็ไปบอกพระเจ้าพิมพิสารไง ว่าข้าพเจ้านี่ไถนา นาพลิก แผ่นดินพลิกขึ้นมาเป็นทองคำหมดเลย ก็ไม่รู้เป็นอย่างไรก็ไม่กล้าเอา ไม่กล้าทำอะไรทั้งสิ้น แต่ไปบอกความจริงพระเจ้าพิมพิสาร เพราะกลัวคอขาด

พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบัน พระเจ้าพิมพิสารเข้าใจ พอเข้าใจก็สั่งให้อำมาตย์ไปเอาเกวียน ไปเอาทองคำนั้นมา มหัศจรรย์นะ พอไปถึงอำมาตย์ก็ทุกเอาเกวียนนั้นไป ยกทองคำขึ้นมากลายเป็นดิน อำมาตย์นั้นกลับมา กลับมาเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร

พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบัน เข้าใจ บอกให้กลับไปใหม่ เห็นไหมมันเป็นสมบัติส่วนตน ไปบอกว่า ไปอธิษฐานไง ว่า “จะมาเอาทองคำของทุคตะเข็ญใจคนนั้นไปให้เขา” ไม่ใช่ไปยึดทองคำมาเป็นของพระเจ้าพิมพิสาร หรือยึดทองคำมาเป็นของเรา ไปขโมยเขาไง

พอไปพูดอย่างนั้นปั๊บ ยกขึ้นมาเป็นทองคำอย่างเดิม ยกขึ้นมาเป็นทองคำอย่างเดิม ทุกมาได้ ๘๐ เล่มเกวียน มากองอยู่กลางท้องพระโรง หนึ่งบวกหนึ่งเป็นล้านไง ทำบุญทีเดียวได้ทองคำมากมายมหาศาล พระเจ้าพิมพิสารตั้งให้เป็นเศรษฐีประจำรัชกาลเลย จากคนจนๆ

แล้วอย่างเรานี่ทำบุญเห็นไหม ทำบุญ ต๋อมหายเลย เอ็งคิดดูสิ เอ็งจะปลูก บนปูนเราจะปลูกต้นไม้ได้ไหม ต้นไม้ปลูกบนปูนมันจะเกิดได้ไหม แล้วมึงเอาต้นไม้โยนลงไปสิ มันจะได้อะไรขึ้นมา เราทำบุญไง ทำบุญกับเนื้อนาบุญไง พระพุทธเจ้าบอกเนื้อนาบุญนะ ทำบุญกับพระองค์ใด ทำบุญเหมือนกัน ได้บุญไม่เท่ากัน

เรานี่เป็นอลัชชี บวชมาเพื่อทำลายศาสนา โยมไม่เข้าใจ พวกท่านไม่เข้าใจเห็นว่าเรา นึกว่าเราเป็นคนดี ก็เอาของเครื่องใช้มาให้เรา เราใช้เสร็จแล้ว เราก็มีความคิดทำลายศาสนา เราคิดทำลายศาสนานี่อลัชชี ทำลายศาสนา ทำลายสิ่งที่เป็นประโยชน์กับสังคมนะ ศาสนาคือธรรมะคำสั่งสอนไง ทำให้มันเจือจาง ทำให้คนไม่เชื่อถือ

การกระทำของเรา คนที่ให้กำลังเรา คนทำบุญกับเรานะต้องรับไปด้วย เพราะเราได้กำลังจากตรงนั้นมาทำ หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสองไหม หนึ่งบวกหนึ่งลบด้วย ลบ! ลบ! ลบ! ทำบุญกับอลัชชี ทำลายศาสนา เราให้กำลังเขา เราช่วยส่งเสริมเขา

เวลาเราเทศน์อย่างนี้นะ พวกชาวพุทธจะบอกเลย เฮ้อ ทำไมศาสนาพุทธนี่มันยุ่ง ยุ่งมากๆ เลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรใครดีใครชั่วล่ะ พระองค์ไหนดีไม่ดีล่ะ เราก็ต้องสังเกต นี่ไงศาสนาพุทธเห็นไหม กาลามสูตรไม่ให้เชื่อ ไม่ให้เชื่อแม้พระพุทธเจ้าสอน ไม่ให้เชื่อสิ่งต่างๆ ไม่ให้เชื่อ เราดูได้นะ ถ้าเราหมั่นสังเกต เราดูได้

เราเป็นเจ้าของศาสนา ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา นี่เป็นภิกษุ เวลาเราสึกไป เราเป็นอุบาสก เราเข้าใจได้ แต่นี่เพียงแต่ว่าเดี๋ยวนี้ เรามองข้ามศาสนากันไป เราไม่เข้าใจตรงนั้นไง พอถึงบอก ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์หลักเราอยู่ตรงนี้ไง งั้นวิทยาศาสตร์มานี่ เราดูถูกดูแคลนนะ แต่จริงๆ เวลาเทศน์ ถ้าจะให้โยมเข้าใจก็ต้องเทศน์อิงวิทยาศาสตร์ ถ้าไม่อิงวิทยาศาสตร์ กูจะพูดให้เขาเข้าใจได้อย่างไร

เวลาเราเทศน์ เราขึ้นคอมพิวเตอร์หมดล่ะ เพราะเราจะคิดระบบความคิด เหมือนโปรแกรมต่างๆ เราจะอธิบาย ถ้าเราไม่อธิบาย เพราะเดี๋ยวนี้เรามีการศึกษาไง จะพูดว่ามีการศึกษาใช่ไหม เรามีความรู้อยู่แล้ว พอเราพูดธรรมะไป เปรียบเทียบความรู้นั้น เราก็ อืม เห็นภาพ เรารู้ตามได้ แต่เป็นความจริงไหมล่ะ กูเล่านิทานให้มึงฟัง กูเล่านิทานให้พวกมึงฟังนะมึง เอ็งก็ฟังนิทานกันไปนะ แล้วเอ็งรู้อะไร ธรรมะนี่ไง คำบอกเล่า

เทศน์นี่คือการบอกเล่าสัจธรรม แล้วเอ็งก็ฟังคำบอกเล่านั้นไป มันเป็นความจริงไหม แต่ถ้าเอ็งทำจริงของเอ็งขึ้นมาสิ จากคำบอกเล่านี่แหละ มันจะเป็นความจริงขึ้นมา อริยสัจคืออะไร ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มันอยู่ที่ไหน แต่ถ้าพื้นเพเรานี่ พื้นเพพื้นฐานของเรานี่ พอฟังนิทานมานี่ อืม ซึ้งๆ มันยังไม่มีอะไรเลยนะนั่น แค่ปลุกศรัทธามึงเฉยๆ

เอ็งทำอะไรหรือยัง เอ็งทำความสงบของใจบ้างหรือยัง เอ็งรู้จักตัวเองไหม ตัวกูเองเอ็งรู้จักไหม เอ็งมากันอยู่นี่ เอ็งรู้จักตัวเองกันหรือเปล่า เอา ก็ชื่อ พระ ก. ไง แม่ตั้งให้ เอ็งไปเปลี่ยนสิ ตัวเอ็ง เอ็งยังไม่รู้จักกันเลย แล้วเอ็งจะไปแก้ไขความผิดความถูกตรงไหน ตัวเราอยู่ที่ไหน นี่แขนเป็นเรา ถ้าเกิดมันเป็นมะเร็ง เอ็งตัดทิ้งเป็นเราไหม

อ้าว แขนนี้เป็นเรานะ เป็นมะเร็งแม่งตัดทิ้งเลย ไม่เอาไว้ อ้าว เป็นมะเร็ง เอาไว้มึงตัดทิ้งทำไม มะเร็งมึงตัดทิ้งทำไม มึงไม่เอาไว้ล่ะ มันเป็นเราหรือเปล่า ไม่เป็นเลย ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราทั้งนั้นเลย ปฏิสนธิจิตเกิดในไข่ของมารดา ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มนุษย์ธาตุ ๔ เกิดเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ เกิดเป็นมนุษย์

อ้าว วิทยาศาสตร์นะ เราก็ไปเอาดินมา เอาน้ำมา เอาลมมา เอาไฟพลังงานอัดเข้าไป แล้วปั้นให้เป็นคนได้ไหม มันก็ไม่เป็นอีก อ้าว มันเป็นสายบุญสายกรรมไง ปฏิสนธิจิต ต้องเป็นปฏิสนธิในไข่ ถ้าไข่นั้น ถ้าไม่มีสเปิร์มแล้วปฏิสนธิ จะมีการปฏิสนธิไหม มันไม่มีการปฏิสนธิ มันต้องมีจิตวิญญาณเข้าไปปฏิสนธิในนั้น

พอมันปฏิสนธิในนั้นปั๊บ จากไข่ของมารดา ออกนี่ มันเกิดเป็นปัญจกะ ออกมาเป็นปุ่มเป็นตม ออกมาเป็นมนุษย์ เป็นร่างของเรา ดินทั้งนั้นน่ะ แต่ต้องอาศัยเกิดจากพ่อจากแม่ การเกิด ประเทศ มหาประเทศ เกิดในประเทศอันสมควร เกิดจากพ่อจากแม่ เราเกิดจากพ่อแม่เป็นชาวพุทธ ชาวพุทธถึงให้มาบวช แล้วไปเกิดเป็นพ่อแม่ ลัทธิศาสนาอื่น เขาจะมาให้เราบวชไหม?

เขาจะให้เราบวช ต้องไปขอเขา ไปอ้อนวอนเขา เขาถึงให้มาบวชเพราะมันต่างลัทธิ ต่างมุมมอง นี่เกิดในประเทศอันสมควรนะ เกิดในพ่อแม่ที่เป็นชาวพุทธ เกิดอะไรต่างๆ นี่ เกิดในประเทศอันสมควร แล้วเราเกิดในไข่ เกิดในไข่ ดีเอ็นเอ กรรมพันธุ์ มึงไปตรวจเถอะ พ่อแม่หมดเลย

แต่มึงตรวจดีเอ็นเอทางความคิดได้ไหม ความคิดของพ่อแม่ลูกแตกต่างกันเยอะไหม จิตปฏิสนธิของเรา ถ้าเราทำความสงบของใจเข้ามา เรามาเราตั้งใจ ตั้งสติ จะมาภาวนากันนี่ กลับไปแล้วเราตั้งสติของเรา เรากำหนดพุทโธๆ หรือปัญญาอบรมสมาธิ ความคิดไม่ใช่จิต ความคิดนี่ เพราะเราเป็นมนุษย์ สัญชาตญาณของมนุษย์มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ พอสัญชาตญาณของมนุษย์มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ เราก็ใช้ความคิดกัน

เพราะขันธ์ ๕ เห็นไหม ที่ว่าพระอรหันต์ไม่มีขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ มันขาด ทีนี้เราใช้ความคิด ความคิดนี่ สมองนี่นะ มันคิดเองไม่ได้หรอก ทางวิทยาศาสตร์บอกเลยนะ ไอน์สไตน์สมองใหญ่ คนฉลาด แล้วไอ้คนสมองเล็ก คนมันโง่ แล้วดูไอ้พวกสิบแปดมงกุฎ มันโง่ไหม มันหลอกมึงได้ทั้งนั้น มึงเก่งขนาดไหนนะ หมดตัวมาทั้งนั้น

สมองเล็กสมองใหญ่ วิทยาศาสตร์เขาไปเชื่อกันตรงนั้นไง ไปเชื่อกันตรงที่ว่าใครสมองเล็กสมองใหญ่ แต่นี่ทางศาสนาเขาเชื่อเรื่องปฏิภาณ เรื่องจิตวิญญาณที่มันได้สะสมมา สมองจริงๆ มันเป็นแค่ศูนย์บัญชาการ ศูนย์ควบคุมร่างกาย เร็วมาก เราคิดความคิดดีๆ เข้าไปถึงเรานี่ เราจะมีอารมณ์ความรู้สึกทันทีเลย เราพูดดีๆ สิ ยิ้มแล้ว เร็วมาก

ทีนี้พอเร็วมาก ถ้าเราทำความสงบอันนี้ได้ ถ้าเราทำความสงบของเราได้ ถ้าจิตเราเป็นสมาธินะ นั่นคือตัวเรา แต่ไม่มีใครเคยเห็นเลย เวลาเราคิดว่าถ้าไม่ติดว่าศาสนาพุทธเท่านั้น เวลาฤๅษีชีไพร เขาก็ทำของเขานะ ทำความสงบของเขา แต่เพราะเขาไม่มีศาสนา ไม่มีศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธก็คือศาสนา คืออริยสัจ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คือหัวใจของศาสนา มรรคญาณ ความเป็นไปของมรรค

มรรคคืออะไร? มรรคคือปัญญาไง สติชอบ งานชอบ เพียรชอบ นี่ความเป็นไปของมรรค เทคโนโลยีนี่สำคัญมากเลย ถ้าพระพุทธเจ้ายังไม่เกิด เทคโนโลยียังไม่มี ทางยุโรปเขาเพิ่งมาคิดได้ เหตุ ผลทั้งหลายมาแต่เหตุ เขาเพิ่งคิด วิทยาศาสตร์เพิ่งพิสูจน์ได้เมื่อไม่กี่สิบปีหลังนี่เอง

แต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาตั้ง ๒๐๐๐ กว่าปี ในพระไตรปิฎกนี่นะ พระพุทธเจ้าบอกถึงการเกิด วงการแพทย์เขามาคิดได้นะ เขาทึ่งมาก

เพราะ ๒๐๐๐ กว่าปีแล้วนะ วงการแพทย์เรายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะสิ่งพระพุทธเจ้าพูดมันอยู่ในพระไตรปิฎก หลักฐานมันจารึกมา ๒๐๐๐ กว่าปี วิทยาศาสตร์นี่ทึ่งมาก ทีนี้เพียงแต่ว่า ศาสนาพุทธเรานี่ส่วนใหญ่แล้วมันอยู่กับประเทศด้อยพัฒนา ศาสนาพุทธลองอยู่กับอเมริกานะ แล้วให้อเมริกาเขาค้นคว้า แล้วอเมริกาเขากระจายนะ พวกรอยเตอร์พวกอะไรมันกระจายนะ มันจะไปไกลมากเลย

ทีนี้มันก็เป็นเวรเป็นกรรม เป็นเวรเป็นกรรมของแต่ละศาสนา นี่เราพูดถึงไง บอกว่า ถ้าเราจะแก้ไขเรา เราต้องรู้จักเราก่อน รู้จักตนก่อน รู้จักตน เราร้อน เราไปอาบน้ำ เราหิวเรากิน แต่จิตมึงทุกข์ แต่ไม่รู้มันทุกข์ตรงไหน เอ็งหิวเอ็งก็กินข้าว เอ็งก็หายหิว เอ็งร้อนเอ็งก็อาบน้ำ แต่จิตมันทุกข์ เอ็งแก้กันตรงไหน เอ็งจะไปแก้กันที่ไหน

แล้วเขาบอกว่าภาวนาๆ โอ๊ย จะต้องมีปัญญา มรรคผลนิพพาน โกหกทั้งนั้น โกหกทั้งนั้น พื้นฐานที่มามันไม่มี พื้นฐานที่มา ใครทุกข์ใครเป็นคนตรากตรำ แล้วเวลาพระพุทธเจ้านะ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ย้อนอดีตชาติไป ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีวันจบนะ ไอ้ตัวที่บุพเพนิวาสานุสสติญาณ มันเป็นการบ่งบอก เราเอาตรงนี้มาเป็นหลัก แล้วเราเทศน์ถึงพันธุกรรมทางจิต

ดีเอ็นเอที่ว่า ดีเอ็นเอที่ตรวจกับร่างกาย ดีเอ็นเอไอ้กรรมพันธุ์นี่มันได้จากพ่อแม่ แต่พันธุกรรมทางจิตนี่มันเป็นที่เราสร้างมากันเอง อย่างเช่นวันนี้มาเห็นภาพ มันฝังลงในใจแล้ว มันฝังลงไปแล้ว แล้วเดี๋ยวถ้าเราปฏิบัตินะ สิ่งที่ปฏิบัติขึ้นมานี่มันพัฒนาของมันขึ้นมา จิตมันได้สัมผัสแล้ว โอ้โฮ ๆ ไม่ใช่บอกเล่า ไม่ใช่นิทาน

ความจริงคือความประสบ ความจริงคือจิตสัมผัส ความจริงที่จิตสัมผัสนั้นจะไม่มีใครมาแก้ไขแต่งเติม ไม่มีใครมาหลอกลวงเราได้ แล้วความจริงที่ประจักษ์ของจิตนี้ มันได้ผ่านเวียนตายเวียนเกิดในการสร้างสถานะของมันมา มันถึงได้สร้างสมออกมาเป็นปัญญา เป็นเชาวน์ปัญญา เป็นอำนาจวาสนา เป็นบารมีของแต่ละบุคคล

ที่เกิดมาในปัจจุบันนี้มุมมองมันหลากหลายแตกต่าง มุมมองทางจิตนี่หลากหลายมาก แตกต่างมาก เพราะมันอยู่นะ อย่างนี้ อย่างชาติที่แล้ว เราอยู่บนพรหม บนเทวดา แล้วเราหมดอายุขัย เรามาเกิดเป็นมนุษย์ อ้าว จิตบางดวงมันอยู่ในนรกอเวจี มันอยู่ในสิ่งที่ชั่วร้าย แล้วมันก็หมดเวรหมดกรรมมันพอดี ขึ้นมาเกิดเป็นมนุษย์เหมือนกัน

จิตหนึ่งมาจากนรกอเวจี จะทำลายล้างอย่างเดียว

จิตหนึ่งมาจากพรหม มีเมตตามีกรุณา

แล้วมาอยู่ด้วยกัน ๒ ความคิดนี้เอ็งว่า มันไฟลท์กันมันแรงไหม แล้วบอกว่าถ้าจิตหนึ่ง มันต้องเป็นนรกอเวจี จิตหนึ่งต้องเป็นพรหม ต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่อย่างนี้ แล้วจิตไหนมันอยู่ในนรก จิตไหนอยู่บนสวรรค์จริงๆ ล่ะ มันไม่มี จิตหนึ่งมันเวียนตายเวียนเกิด

ทุกดวงจิตที่นั่งอยู่นี่เคยลงนรกอเวจีมา เคยผ่านสวรรค์มา เคยผ่านพรหมมาทั้งนั้น

เพราะเราไม่สามารถบังคับบัญชาจิตเราเองได้ มันโดนแรงขับไสของอวิชชา แรงขับไสอวิชชา ภพคือสถานที่ ภพคือที่ตั้ง ภพคือแหล่งเก็บข้อมูล ภพคือโปรแกรม สิ่งที่เราเขียนลงในโปรแกรมนั้นมันจะฝังลงไปที่นี่ เรามาเกิดเป็นมนุษย์ โปรแกรมนั้นได้ใส่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ ร่างกายคือคอมพิวเตอร์นั้น

พลังงานที่เป็นตัวจิต พลังงานตัวนั้นคือตัวจิตปฏิสนธิในโปรแกรม คอมพิวเตอร์ไม่มีไฟ พลังงานไม่มีคอมพิวเตอร์มันใช้งานได้ไหม ตัวพลังงานตัวนี้คือตัวจิตที่มันปฏิสนธิ ตัวจิตที่มันเกิดตายๆ ที่มันเกิดตาย นี่พันธุกรรมทางจิต มันถึงหลากหลายถึงแตกต่าง พอพันธุกรรมมันหลากหลายมันแตกต่าง คำสอนที่พูดโม้ๆ อยู่นี่นะ ไม่ได้ขี้ตีนพระพุทธเจ้าหรอก

พระพุทธเจ้ารู้เรื่องอย่างนี้หมด แล้วพระพุทธเจ้ารู้ด้วย ใครนี่เกิดมาจากไหน เกิดมาอย่างไร แล้วควรแก้ไขอย่างไร เวลาเราเจอพระพุทธเจ้า อย่างเช่น เราปฏิบัติ อยากไปหาพระพุทธเจ้านี่

“ข้าพเจ้าปฏิบัติเมื่อแก่ ข้าพเจ้าอยากจะสิ้นกิเลส พระพุทธเจ้าขอให้กรรมฐานมา”

คือให้บอกวิธีการมา เพราะสมัยก่อนไม่มีเทคโนโลยีไม่มีตำราไม่มีอะไรเลย การศึกษาปากต่อปาก การศึกษาต้องมาฟังจากปากกูนี่ ที่อื่นไม่มี ถ้าเอ็งจะเอาฟังจากที่อื่น เขาฟังกูไปอาจจะผิดก็ได้ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องไปเฝ้าพระพุทธเจ้านี่ไง

สมัยก่อนถึงเวลาออกพรรษาแล้ว พระทุกองค์จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จะไปขอความรู้ความเห็น ขอการชี้นำ ชี้นำบอกให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้มาแล้วเราจะไปประพฤติปฏิบัติตามให้สิ้นจากกิเลสได้ ทีนี้พระพุทธเจ้าจะรู้เลยว่าคนนี้ควรพูดอย่างไร

เพราะในสมัยพุทธกาลนะ มีพระบางองค์เลย ฟังพระพุทธเจ้าพั้บ! สำเร็จเลย บางคนอยู่ใกล้พระพุทธเจ้านะ ดูเทวทัตสิ อยู่ใกล้พระพุทธเจ้า ทำไมคิดฆ่าพระพุทธเจ้า จิตใจของคนมันหลากหลายใช่ไหม แล้วคน ควรหรือไม่ควร เวลาถึงสมควรจะปฏิบัติ ถ้าไม่สมควรปฏิบัติ อย่างเรานี่ ถ้าเราเห็นผิดนะ ข้อมูลเราผิด กูก็จะตะบี้ตะบันของกูนี่ ใครกรอกหูอะไรกูก็ไม่ฟัง

เราเป็นชาวพุทธกันนี้ ธรรมะมีทุกวัน ฟังกันเข้าหูซ้ายทะเลหูขวา ลงถึงใจไหม โอ๊ย ฟังธรรมเทศน์แล้วได้บุญนะ นั่งพนมมือได้บุญมากเลย นั่งสัปหงกก็ได้ เราได้บุญๆ ฟังเทศน์จะได้บุญต้องเข้าหู ลงถึงใจ สะเทือนขนพองขนลุกเลย โอ้โฮๆ เทศน์นี่มันจะทิ่มเข้าไปที่กิเลสมึง ทิ่มเข้าไปที่กิเลสในหัวใจเลย ฟังเทศน์อย่างนี้ถึงจะได้บุญ

แต่ถ้าเราเป็นคนหนา มันฟัง ฟังอย่างไร “โอ้โฮ พระอะไรสอนให้สละ โอ๊ย หามาเกือบตาย โอ๊ย พระองค์นั้นบอกกูสิว่ากูทำอย่างไรถึงถูกรางวัลที่หนึ่ง ถึงจะเป็นพระ ไอ้ห่า พระอะไรวะให้กูเสียสละ แล้วกูจะยอมเสียสละได้อย่างไร” นี่ไง ฟังเทศน์ไง แต่ถ้าเป็นคนที่มีคุณธรรมนะ เขาเสียสละเองเลย เขาทำของเขาเลย เพราะการเสียสละ คือเราได้ การได้มาคือการไม่ได้ การเสียสละออกไปคือการได้ ในหลักศาสนาเลย

จิตใจเรานี่มันเหมือนกับน้ำเสีย น้ำเสียที่เป็นน้ำสารพิษที่มันรุนแรงอยู่ในหัวใจของเรา มันให้ผลกับเราเป็นความทุกข์ยากตลอดเวลา ถ้าเราคิดเสียสละ การเสียสละคือการเปิดกระแสให้สิ่งที่หมักหมมในหัวใจมันได้ออกไป อารมณ์ความรู้สึก ความคิด ชั่วร้าย ความจัญไรในหัวใจ ความตระหนี่ถี่เหนียว ความไม่พอใจอวิชชากิเลสตัณหาทะยานอยาก อยู่ในหัวใจเต็มไปหมดเลย

เราคิดเสียสละ ไอ้พวกสิ่งนี้มันจะต่อต้าน สิ่งชั่วร้ายนี่จะบอกเลย มีแต่เขาเอา ไม่มีใครให้หรอก มีแต่เขาเอาๆ คนให้โง่ฉิบหาย มันจะพูดของมันตลอดเวลา แล้วเราจะเสียสละได้ไหม แต่ถ้าเราเชื่อนะ จิตใจคนเป็นอย่างนั้นหมด จิตใจของมนุษย์เป็นอย่างนี้เหมด เพราะจิตใจของมนุษย์เกิดมาจากอวิชชา เกิดจากมาร โดยสามัญสำนึก จิตใจเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น

เว้นไว้แต่คนที่มีบารมี คนที่มีบารมีมันจะคิด อย่างเด็กๆ บางคน มันไม่เอาเปรียบเพื่อนนะ เด็กบางคนเป็นสุภาพบุรุษมาก มันจะเริ่มช่วยเหลือด้วยเจือจาน นั่นคือเขาสร้างของเขามา คือจิตใจมันเป็นอย่างนั้น มันเริ่มเสียสละ แต่ถ้ามันเป็นมารอย่างพวกเรานี่ มันเสียสละไม่ได้ แต่พอเราคิด เราไปฟังเทศน์ แล้วเรามีศรัทธา มีความเชื่อ เราฝึกหัด

เราก็เป็นอย่างนั้นมา ตอนบวชใหม่ๆ เราไปบอกอุปัชฌาย์ว่า โทษนะ ตอนนั้นมันเป็นวัยรุ่นมันก็พูดภาษาวัยรุ่นเนอะ บอกว่า “บวชไม่สึก บวชไม่สึก” พอบวชไม่สึกปั๊บ อุปัชฌาย์เขาก็คิดว่าพระนี้จะบวชดี เขาก็ไปเรียกหาลูกศิษย์ของเขา ให้ช่วยเรื่องบริขาร ให้ช่วยหาบริขารให้ ทีนี้เราไม่ยอม ก็จะบวชไม่สึก เราหวงไง จะเอาบุญ

บริขารเราก็ซื้อเองทุกอย่าง ทีนี้เขามายัดเยียดให้เพราะอุปัชฌาย์ มันก็พูดไม่ออก กลางคืนนอนดูกลดนะเจ็บมากเลย กลดไม่ใช่ของกู บุญไม่ใช่ของกู นอนดูกลดแล้วก็แค้นมากๆ กว่าจะละตรงนี้ได้ เป็นปีนะ เป็นปี เห็นไหม มันตระหนี่ขนาดนั้น เรานี่เป็นเอง ตอนบวชใหม่ๆ เราเป็นเอง เราถึงเห็นหัวใจทุกหัวใจนี่น่าสงสารมาก

ทีนี้พอเราเสียสละ มันต้องฝึก เพราะเราเป็นมาก่อน เราเป็นมาก มันหวงมันแหน มันตระหนี่ ของดีกูไม่ให้ใคร ทั้งๆ ที่จะบวชนะ จะชำระกิเลสนะ มันกระทืบเอาคว่ำอยู่ในหัวใจ เรานี่เป็นมาหมด ทีนี้พออย่างนี้ปั๊บ เราเริ่มเสียสละ คือว่าเราได้ คำว่าเราได้ มันเปิดออกนะ เปิดความหมักหมม ความตระหนี่ถี่เหนี่ยว ลองเปิดออกไป

สิ่งที่เราเสียสละไปนี่ เราหาอะไรมาเป็นวัตถุใช่ไหม แต่สละไปปั๊บมันเป็นทิพย์ เพราะเราเสียสละไปแล้ว โยม เราคิดกันถึง เราเคยตักบาตรเมื่อสิบปีที่แล้ว ลองคิดถึงอาหารที่ตักบาตรเมื่อสิบปีที่แล้วสิ ข้าวสุกนั้นยังควันขึ้นอยู่เลย มันไม่เน่าไม่เสีย

แต่ถ้าของเราเก็บไว้ มันเป็นสมบัติของโลก สิ่งที่ได้มา ได้สมบัติสาธารณะ ดูสิ ดอลลาร์ มันจะลดค่านะ ใครมีดอลลาร์เดี๋ยวนี้เขาจะเปลี่ยนไปซื้อทองคำแล้ว เรามีขนาดไหนนะ มันเสื่อมค่า มันมีค่าเพราะสมมุติกัน แล้วสมมุตินั้นมันเปลี่ยนแปลง สมบัติจะมีค่าไหม?

เรามีสมบัติสาธารณะที่เอาไว้ใช้ในภพชาตินี้ เราตายไป สมบัติที่มีอยู่ ถ้ามีลูกหลานรับมรดก ไม่มีตกเป็นของชาติ ใครได้ไป แต่ถ้าเราเสียสละออกไปขนาดไหน นั่นคือได้มา ในหลักธรรมบอกว่าบ้านที่มีไฟไหม้อยู่ เราขนของออกจากบ้านเท่าไรคือสมบัติเราทั้งหมด บ้านที่ไฟไหม้อยู่ เราไม่ได้ขนสมบัติออกไปเลย สมบัตินั้นจะโดนไฟไหม้ไปกับไฟหมดเลย การเสียสละออกไปนี่คือสมบัติของเรา เราขนออกจากกองไฟไปกองไว้เป็นสมบัติของเรา

แต่สมบัติที่เราไม่ได้เสียสละ ไม่ได้ทำบุญกุศลไป อยู่กับเรานะ มันจะไหม้ไปพร้อมกับเชิงตะกอนที่เราตายไป แล้วเชิงตะกอนมันไปภพชาติไม่ได้ มันข้ามเป็นบุญกุศลกับเราไม่ได้ สิ่งที่เราว่าเราได้มา ยึดมั่นถือมั่นกันไว้ เราจะไม่ได้อะไรกันเลย สิ่งที่เราเสียสละออกไปจะเป็นของเราทั้งหมด

แต่มันคิดกันไม่เป็น คิดกันไม่ได้ คนจะคิดอย่างนี้ได้แล้วเชื่อมั่นได้มันต้องฝึกตัวมันเอง ฝึกใจของเราขึ้นมาเอง นี่ไง ไม่อย่างนั้นเราจะมานั่งสมาธิภาวนากันทำไม พอมานั่งสมาธิภาวนาได้อะไร ก็ได้ปวดไง ได้เมื่อยไง นี่คือร่างกายไง แต่ถ้าจิตมันสงบนะ มึงจะเห็นคุณค่ามาก เพราะหนึ่ง เริ่มรู้จักตัวเราเองแล้ว

พอเห็นจิตนะ พอเห็นจิต จิตสงบนะ โอ้โฮ มนุษย์มันเป็นอย่างนี้เองเหรอ จิตเป็นอย่างนี้เองเหรอ เราค้นคว้าความดีในตัวเราสิ ความดีในตัวเรา เราค้นดูสิ มีอะไรที่เป็นสมบัติความดีของเราบ้าง ลองค้นในตัวเราเองมีอะไรดีบ้าง มีแต่ขี้ ขี้เหงื่อ ขี้ไคล ขี้ตา มีแต่ขี้ในร่างกายนี่มีแต่ขี้ พอจิตมันสงบเข้าไปนะ พอตัวจิตมันใส โอ้โฮ คุณค่าของมนุษย์มันอยู่ตรงนี้ไง

ถ้าจิตมันสงบขึ้นมาได้นะ แล้วจิตสงบนะ แค่สมถะ ยังไม่วิปัสสนาเลย ถ้าจิตมันสงบไปแล้ว ถ้าเป็นคุณธรรมนะฤๅษีชีไพร เป็นพระอรหันต์หมดแล้ว ฤๅษีชีไพรนะเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ ฤๅษีชีไพร สมัยโบราณ เหาะเหินเดินฟ้า เดี๋ยวนี้ก็ยังมี เดี๋ยวนี้ก็มี เพียงแต่ว่าเขาเก็บกันไว้

ในวงกรรมฐานเรานี่ พระเหาะได้นี่มีหลายองค์ เหาะให้ดูเลย สิ่งที่ยืนยันได้นะ เช่น หลวงปู่ขาว เพราะเราอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าให้ฟัง เวลาท่านเล่าให้ฟังนะ มีพวกโยมมา ท่านจะเล่าให้ฟัง บอกว่าสมัยที่ท่านอยู่กับหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวนั่งข้างหน้าใช่ไหม ท่านนั่งเป็นองค์ที่ ๓ หรือองค์ที่ ๔ ทีนี้มันมีฝรั่ง สมัยนั้นมันสมัยสงครามเวียดนาม ฝรั่งมันขับเครื่องบินไปทิ้งระเบิด แล้วกลับมามันต้องมาสลัดทิ้งถ้าระเบิดมันยังไม่ตก ยังไม่หมดไง

ทีนี้มันขับเครื่องบินอยู่มันเห็นหลวงปู่ขาว พอเห็นหลวงปู่ขาว พอเอาเครื่องบินลงปั๊บ มันก็มา พวกนี้เขามีเมียเช่า เขาก็ให้เมียเขา ภรรยาเขาพาไปตามวัด คือเขาไปเห็นแล้วเขาทึ่ง เขาจำได้ ฝรั่งมันเห็นแล้วมันจำแม่นเลย มันก็จำได้ใช่ไหม มันก็บอกให้เมียพาไปตามวัด เขาพาไปทุกวัดเลย ไปถึงก็ มันส่ายหัวว่าไม่ใช่ ส่ายหัว ไม่ใช่

มีอยู่วันหนึ่ง เขาพาไปวัดถ้ำกลองเพล สมัยนั้น หลวงปู่ขาวท่านยังแข็งแรงอยู่นะ หลวงปู่เจี๊ยะท่านรักหลวงปู่ขาวมาก ท่านอยู่กับหลวงปู่ขาว พอฝรั่งมันเข้ามาในถ้ำกลองเพล เพราะท่านฉันในถ้ำกลองเพล แค่เข้ามาถ้ำกลองเพล ฝรั่งนะมันชี้เลย นี่ๆๆๆๆๆ มันชี้หลวงปู่ขาวเลย

แล้วมันเข้ามากราบเลย แล้วมันก็เล่าให้ฟังว่า มันขับเครื่องบิน มันเห็นหลวงปู่ขาวๆ มันเห็นชัดๆ เลย หลวงปู่เจี๊ยะพระอรหันต์นะ หลวงปู่ขาวพระอรหันต์ ทีนี้คนที่มีพระอรหันต์นี่จะไม่ตื่นเต้น ไม่ตื่นเต้นกับโลกธรรม ๘ ไม่ตื่นเต้นกับการสรรเสริญนินทา ไม่ตื่นเต้นกับเรื่องสวะทั้งสิ้น อยู่กับคุณธรรมในหัวใจ

นี้ท่านต้องการเก็บข้อมูล ท่านก็นั่งฟังฝรั่งมันพูด ฝรั่งเขาพูดผ่านภรรยาเขา พูดกับหลวงปู่ขาว แล้วหลวงปู่เจี๊ยะก็นั่งฟังด้วย นั่งฟังเก็บข้อมูล แล้วพอตกตอนเย็น พระป่าทำข้อวัตรกัน หลวงปู่เจี๊ยะท่านก็ไปทำข้อวัตรให้หลวงปู่ขาว ท่านก็ถามหลวงปู่ขาว ภาษาหลวงปู่ขาว อีสานนะ

“หลวงปู่ หลวงปู่เหาะได้อีหลีบ่”

ถามว่าหลวงปู่ขาวเหาะได้จริงๆ เหรอ จริง.. แล้วหลวงปู่ตอนเหาะได้หลวงปู่ทำอย่างไร ใช่ไหม การจะเหาะได้มันต้องมีเหตุใช่ไหม ไม่ใช่อยู่ดีๆ เราก็จะเหาะกันเองหรอก มันต้อง เอ็งจะเหาะ เอ็งทำไมถึงเหาะ อยู่ดีๆ เอ็งจะโม้ว่าเอ็งเหาะ เอ็งทำไงถึงเหาะ เอ็งก็โม้

หลวงปู่เจี๊ยะท่านถามหลวงปู่ขาวว่า “หลวงปู่เหาะได้จริงๆ เหรอ” “จริง” หลวงปู่เหาะ ทำอย่างไรถึงเหาะได้ ท่านก็เล่าให้ฟัง ทำสมาบัติไงท่านก็เหาะของท่าน แล้วนี่ท่านถาม หลวงปู่เจี๊ยะก็ถามหลวงปู่ขาวอีก แล้วในปัจจุบันนี้ หลวงปู่ขาวยังเหาะอยู่ได้ไหม ฟังคำนี้นะ

หลวงปู่ขาวบอก “บ่” “บ่ คือ ไม่”

“ทำไมถึงไม่ล่ะ” “มันเฒ่าแล้วว่ะ”

มันเฒ่า หมายถึงว่าร่างกายมันชราภาพ ทีนี้การที่เราจะทำสมาธิ ทำอะไรต่างๆ มันต้องใช้กำลัง เห็นไหม เดี๋ยวนี้มันเฒ่าแล้วว่ะ แต่ที่เมื่อก่อนที่เหาะนะ เพราะว่ามันยังหนุ่มยังแน่นใช่ไหม คนถ้ามีคุณธรรมในหัวใจนี่ เรื่องอย่างนี้มันอยู่ในพระไตรปิฎก สิ่งใดที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก เราจะอยากทดสอบไหม

ทุกคนก็อยากทดสอบเป็นธรรมดา ทีนี้การทดสอบนี่ ใครมีคุณธรรมทดสอบได้ขนาดไหน เขาทดสอบแล้วเขาเก็บไว้เป็น หลวงตาท่านใช้คำว่า “ครอบครัวกรรมฐาน” ครอบครัวกรรมฐานคือเป็นครอบครัวเดียวกันจะคุยกัน จะบอกวิชาการกัน จะบอกสิ่งที่ดีๆ ต่อกัน เพื่อจะให้ทุกคนได้ขยันหมั่นเพียร

นี่ไงเรื่องว่าสมัยพุทธกาลทำไมฤๅษีชีไพรถึงเหาะได้ ปัจจุบันนี้ก็มี ในปัจจุบันนี้ก็ยังมี เพียงแต่ว่าเขาทำกัน เวลาอยู่ในป่าในเขาเขาพิสูจน์ การกระทำของผู้ที่มีคุณธรรมนะ เขาทำแบบว่า อยากพิสูจน์อยากลอง พิสูจน์ให้พอเรารู้แล้วก็เก็บไว้ในใจคือไม่เอาออกมาเผยแพร่ คือว่ามันเป็นดาบสองคม

ในสมัยพุทธกาลนะ ในสมัยพุทธกาลนี่ มันมีพวกเศรษฐี เขาก็ศรัทธาในศาสนา แล้วเขาก็เสียใจว่าศาสนาเสื่อมหมดแล้ว พระอรหันต์ไม่มี เขาก็เอาไม้จันทน์มากลึงเป็นบาตรใช่ไหม แล้วเอาไม้ไผ่สองอันต่อ แล้วก็สมมุติขึ้นไปแขวนไว้ แล้วประกาศว่า

“ถ้าพระอรหันต์มีจริงขอให้เหาะขึ้นไปเอาบาตรนั้น”

ทีนี้ไอ้พวกเดียรถีย์ เขาจะนัดกับลูกศิษย์บอกว่า

“วันนี้เราจะแกล้งไปเอาบาตร อาจารย์ทำท่าว่าจะเหาะขึ้นไปเอา แล้วลูกศิษย์ก็ให้ดึงไว้นะ โธ่ อาจารย์อย่าเอาเลย ของแค่นี้มันของเล็กน้อย”

เขาเตี๊ยมกันมาแล้วไง มาถึงก็มาฮึดฮัดๆ ทุกที แล้วลูกน้องก็บอกอย่าเหาะเลย ของมันเล็กน้อย บอกให้เศรษฐีเอาลงมาให้เถอะ นี่ของจริง เศรษฐีมันไม่ฟังไม่เชื่อ พอไม่เชื่อมันก็ยิ่งน้อยใจนะ ยิ่งน้อยใจมันก็ยิ่งโพนทะนาไง

“พระพุทธเจ้าสอนว่ามีพระอรหันต์ มีคุณธรรม พระพุทธเจ้าโกหก ไม่จริง ไม่ได้ มันไม่มีความจริง”

พระโมคคัลลานะกับลูกศิษย์พระโมคคัลลานะบิณฑบาตผ่านมาทุกวัน เขาก็พูดโจมตีทุกวัน พระโมคคัลลานะก็บอกลูกศิษย์ว่าเอ็งเหาะขึ้นไปเอาสิ ลูกศิษย์ก็บอกพระโมคคัลลานะเหาะขึ้นไปเอาสิ ลูกศิษย์อาจารย์ก็เกี่ยงกัน เพราะคนเราเข้าโดยธาตุ

ลูกศิษย์พระโมคคัลลานะ ๕๐๐ มีฤทธิ์หมด เหาะเหินเดินฟ้าทุกอย่างทำได้หมด ลูกศิษย์พระสารีบุตรมีปัญญาเลิศหมด ลูกศิษย์เทวทัตลามกทั้งนั้น มันเข้ากันโดยธาตุ ความรู้สึกมันจะเข้ากัน

พระโมคคัลลานะก็บอกลูกศิษย์เหาะขึ้นไปเอาสิ ลูกศิษย์ก็บอกว่าพระโมคคัลลานะเหาะขึ้นไปเอาสิ เราจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่ทำได้ไง มันก็เหมือนนักดำน้ำ พอมันใส่หน้ากากมันมีออกซิเจน มันก็ ปุ๋ม.. มันก็สบายของมัน นักดำน้ำลงน้ำมันก็สบาย นกมันจะบินจะเหาะมันก็เรื่องธรรมดาของเขา

จิตคนที่ทำได้นะมันเรื่องธรรมดา นกมันจะเหาะมันจะบิน มันกระพือมันก็บินแล้ว มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำได้ พอเรื่องธรรมดา ไอ้พวกเราไม่ได้มันก็ โอ้โฮ เก่งเว้ยๆ ตื่นเต้น ทีนี้สุดท้ายแล้วลูกศิษย์พระโมคคัลลานะก็เหาะขึ้นไป โฉบเข้าไปเอาบาตรนั้น จับบาตรนั้นแล้วก็เหาะ ๓ รอบแล้วก็ลงมา เศรษฐีดีใจมาก โอ ศาสนานี้ยังมีมรรคมีผลอยู่ศาสนานี้ไม่เรียวแหลม ศาสนานี้ยังมั่นคงอยู่

ตั้งแต่นั้นมานะ ใครจะใส่บาตรก็บอกต้องเหาะให้ดูก่อน ใครจะใส่บาตรก็ต้องเหาะ ไม่เหาะไม่ใส่บาตร ข่าวนี้ไปถึง พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเลยบอกว่าโมฆะบุรุษ ทำอย่างนี้ได้อย่างไร เห็นแก่แค่บาตรไม้จันทน์ ให้เอาบาตรไม้จันทน์นั้นมาทุบให้แตกแล้วเอาไม้จันทน์นั้นมาบดเป็นผงเป็นยาแจกกัน แล้วห้ามไม่ให้พระทำ

ถ้าพระทำแล้ว ไอ้องค์ที่ไม่มี อย่างพระจักขุบาลเป็นพระอรหันต์นะ เป็นพระอรหันต์นั่งสมาธิจนตาเป็นโรค หมอบอกถ้าไม่พักตาจะบอด ทีนี้ด้วยความเข้มแข็ง บอดก็คือบอด บอดขึ้นมาปั๊บเป็นพระอรหันต์เลย จะกลับบ้าน จะกลับมาวัดยังกลับไม่ถูกเลย ยังต้องให้พระที่ไปด้วยกันมาบอกญาติ ญาติก็ส่งให้ญาติที่บวชเป็นเณร แล้วไปจูงมาไง พอจูงมากลับมาอยู่วัด พระอรหันต์นะ ต้องจูงกลับมานะ พระอรหันต์กลับวัดไม่ถูก

จะบอกว่าพระอรหันต์ที่มีอย่างนี้นะ “สุขวิปัสสโก” จะรู้จริงเฉพาะความดับไปของกิเลส แต่ไม่มีอภิญญา ทำไมลูกศิษย์พระโมคคัลลานะอย่างหนึ่ง ลูกศิษย์พระสารีบุตรอย่างหนึ่ง เห็นไหม มันอยู่ที่พันธุกรรมทางจิตที่ได้สร้างสมมา พันธุกรรมทางจิตตัวนี้ มันจะมาหนุนการกระทำของเราตรงนี้ ทีนี้พอพันธุกรรมทางจิตตรงนี้ มุมมองมันเหมือนกัน มุมมองเหมือนกัน พระสารีบุตรพูดอะไรมันจะถูกใจมาก

ลูกศิษย์พระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะพูดอะไรๆ จะถูกใจ สิ่งที่ถูกใจ พระพุทธเจ้าถึงบัญญัติ ห้ามๆๆ ห้ามก็ทำ ทีนี้พอห้ามทำปั๊บ พระพุทธเจ้าบัญญัติแล้ว ทีนี้หลวงตาท่านพูดอย่างนี้ ว่าพระเรานี่ไม่เหยียบหัวพระพุทธเจ้าไป พระที่ปฏิบัติจะเคารพพระพุทธเจ้ามาก สิ่งที่ทำไม่ได้อวดใคร ไม่ได้อวดใคร แต่สิ่งที่ทำนี่มันควรพิสูจน์

ทีนี้การพิสูจน์ เราก็พิสูจน์กันอยู่ในป่าในเขา พิสูจน์ในที่ลับ ไม่ให้ใครรับรู้ ไม่ได้อวดอุตริ ไม่ได้โชว์ใคร ไม่ได้ทำอะไรใคร แต่มี ในสิ่งที่มันเป็นไปได้ มันยังเป็นไปได้ เพียงแต่ว่าสิ่งที่เป็นไปได้ เขาจะทำเพื่อการพิสูจน์

แต่ในปัจจุบันนี้ ในโลกนี้ เขาจะขึ้นคัทเอาต์กันเห็นไหม พระนั้นจะเข้าสมาบัติ พระนั้นจะเข้า หลอกๆ เพราะเขาขึ้นคัทเอาต์เพื่อใคร เขาโฆษณาหรือเปล่า เขาต้องการผลตอบแทนไหม ในเมื่อธรรมะของเขา ผลตอบแทนคือกระดาษเปื้อนหมึกอย่างนี้ มันเป็นธรรมะไหม มันเป็นความจริงไหม มันมีคุณค่าไหม มันไม่มีคุณค่าเลย แล้วทำจริงหรือเปล่า ก็ทำไม่จริง เหมือนกล หลอกกัน นี่ไง เพราะความเชื่อในศาสนาเห็นไหม

นี่พูดถึงว่า ถ้าจิตเป็นสมาธิแล้ว รู้จักตัวเองแล้ว ถ้าไม่มีอำนาจวาสนานะ มันไม่ออกวิปัสสนา ถ้ามันออกวิปัสสนานะ มันจะเข้าอริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์ควรกำหนด เราเทศน์บ่อยมาก คนที่มาร้องไห้เสียใจ เขาบอกเขาทุกข์ๆ ไม่ใช่ เขาไม่เห็นทุกข์ นั้นคือผลเกิดจากทุกข์

ผลที่เกิดขึ้นมาจากความตรอมใจของเขา แล้วตีโพยตีพายออกมา ทุกข์ควรกำหนด ทุกข์คือความรับรู้จิต ถ้ามึงไม่มีตัวจิต มึงจะรับรู้สิ่งที่ดีและชั่วได้อย่างไร ถ้ามึงรับรู้สิ่งที่ชั่ว สิ่งที่ไม่พอใจ นั่นตัวทุกข์ “ทุกข์ควรกำหนด สมุทัยควรละ” ละทุกข์ไม่ได้

ถ้าละทุกข์ได้นะ พระพุทธเจ้าจะไม่เจ็บไข้ได้ป่วย พระพุทธเจ้ามีหมอประจำตัวนะ หมอชีวกเป็นหมอประจำตัวพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเจ็บไข้ได้ป่วย เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นทุกข์ไหม

ทุกข์ควรกำหนด สิ่งที่เราเจ็บไข้ได้ป่วยเราทุกข์ ตรอมใจน่ะควรกำหนด “ทุกข์ควรกำหนด สมุทัยควรละ” สมุทัยไง ตัณหาความทะยานอยาก ความเห็น ความเป็น ความไม่ต้องการ ความขับไส ความอุเบกขา คือความเฉยอยู่ ตัณหาทะยานอยากทั้งนั้น

มันจะละด้วยอะไร ละด้วยอะไร ละด้วยมรรค เพราะมรรคญาณมันเข้ามาจัดการ มรรคญาณ วิปัสสนาญาณมันเข้ามาชำระล้าง เห็นไหม นิโรธ ความดับของทุกข์ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ๆ ในกรรมฐานเรา พระป่าเรา ตรงนี้ เอากันตรงนี้ ตรงวิธีการดับทุกข์

ถ้าวิธีการดับทุกข์มึงไม่รู้ เหาะๆ ใครเป็นคนเหาะ เหาะอย่างไร อะไรมันพามึงเหาะ ดับทุกข์ มึงไม่รู้วิธีการดับทุกข์ มึงดับได้อย่างไร มึงไม่รู้วิธีการดับทุกข์ มึงเอาอะไรไปดับมัน มึงเอาอะไรไปดับมัน แล้วดับทุกข์แล้ว นิโรธมันเป็นอย่างไร

ถ้านิโรธ นิโรธะ การดับทุกข์ การดับทุกข์แล้วมันเหลืออะไร เราเศร้าใจนะ เพราะเขาเอาหนังสือมาให้ดูเยอะมาก เขาก็กำหนดนะ ดูจิต ดูจิตธรรมดา จิตจะไปตรึง จิตธรรมดา เราบอกไม่มีหรอก พระพุทธเจ้าสอนไว้ ปัญญาวิมุตติ คือคำสั่งสอนในผู้ที่เป็นเอตทัคคะ คือพระสารีบุตรที่มีปัญญามาก เจโตวิมุตติ คือกำลังของสมาธิ ของพระโมคคัลลานะ เห็นไหม อัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา พระพุทธเจ้าเป็นประธาน ธรรมดาวิมุตติ กูไม่เคยเห็นนะ

“อยู่กันธรรมดา ธรรมะเป็นธรรมดา ธรรมะวิมุตติ” พวกมึงบ้า แล้วคนเขาเชื่อ เพราะเขาพูดด้วยตรรกะ เขาพูดได้เพราะมันมีธรรมะของพระพุทธเจ้า ตีรวมตีค่าอารมณ์ความรู้สึกของตัว พยายามตีค่าความรู้สึกอารมณ์ของตัวให้เป็นธรรมะ ไม่เป็นหรอก ไม่เป็น

ดูสิเวลาหลวงตา ท่านเป็นมหา เวลาท่านอยากประพฤติปฏิบัติมาก ขณะประพฤติปฏิบัตินะ ท่านมีอำนาจวาสนา คนที่มีอำนาจวาสนาไม่มีทางออกได้อย่างนี้ ทีนี้มีอำนาจวาสนา ขนาดมีอำนาจวาสนา พันธุกรรมทางจิต ทำมาดีมากๆ เลย แต่ในปัจจุบัน อวิชชามันครอบงำ ศึกษาได้หมดนะ

เวลาท่านเล่าประวัติของท่าน เวลาท่านบวชมาก็เพื่อจะสึก ทีนี้เวลาบวชมาแล้ว มาอ่านพุทธประวัติไง โอ้โฮ อยากไปสวรรค์ พออ่านไป ทำวิจัยไป อ่านไปศึกษาไป อยากไปนิพพาน ขนาดนั้นแล้วนะ ก็ยังบอกว่า

“แล้วนิพพานมีจริงหรือเปล่าวะ ถ้าใครแก้ความเห็นอันนี้ได้ เราจะถือว่าองค์นั้นเป็นอาจารย์เรา”

ก็ไปหาหลวงปู่มั่นไง พอหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านเทศน์ให้ฟังเลย เทศน์ให้ฟังหมดเลย ชัดเจนมาก พอชัดเจนมาก ใจลงแล้ว หลวงปู่มั่นท่านพูดด้วยว่า

“สิ่งที่เรียนมาแล้ว สิ่งที่เรียนมา สิ่งนี้เป็นคุณธรรม อันนี้เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า เชิดชูไว้บนหัวเลย แต่เก็บมันไว้ในสมองนะ แล้วล็อคมันไว้ก่อนอย่าให้มันออกมา เพราะการเรียนมามันเป็นความจำจากสมอง”

ความจำจากสมองนะ แล้วความจำจากสมอง ที่เราบอกว่าสมองนี่ทำงานไม่ได้ๆ ใช่ไหม มันเกี่ยวเนื่องกับจิต อย่างบางที ถ้าความจำจากสมอง บางทีเรานอนหลับเราฝันได้อย่างไร เวลานอนหลับมันฝัน อันนั้นคืออะไร สังขารไง สัญญาข้อมูลในหัวใจไง ทีนี้พอท่านบอกว่า ให้เก็บไว้ในลิ้นชัก แล้วลั่นกุญแจมันไว้ เพราะถ้าไม่ลั่นกุญแจมันไว้ เวลามาประพฤติปฏิบัติ มันจะเตะ มันจะถีบกัน คำอีสาน จะเตะจะถีบ คือข้อมูลกับความจริงมันจะไม่เหมือนกันไง

เวลาจิตเราสงบ อย่างเช่นเราทำความสงบของจิต เราศึกษามากใช่ไหม พอจิตสงบมันสว่างหมด แล้วก็นิพพานไง นิพพานคือความว่าง พอจิตสงบมันยิ่งกว่าว่างอีกนะ สงบเล็กน้อยก็มี สงบเข้าไปในอุปจาระ สงบแล้วออกรู้ สงบแล้วนิมิตก็มี สงบเข้าไปลึกๆ สงบเข้าไปจนมันทิ้งหมด ทิ้งร่างกายหมดเลยก็มี ถ้าคนไม่มีหลักการก็ว่านี่คือนิพพาน

นี่ไง ถ้ามันนิพพานน่ะ อะไรถึงเป็นนิพพานล่ะ ถ้าเราไม่มีหลักเกณฑ์นะ แล้วอย่างที่ถ้าเราศึกษาธรรมะมา พอแบบว่า ความว่าง นิพพานคือความว่าง ทุกอย่างเป็นความว่าง พอจิตมันสงบมา เออ อันเดียวกันเลยเว้ย เป็นนิพพานแน่นอนเลย คือมันจะไปเอาสิ่งที่เราศึกษามานี่มาหนุนกิเลสเรา หนุนกิเลสเราให้เรายึดมั่นถือมั่นกับความเห็นที่ไม่เป็นความจริง เห็นไหม

ความเห็นที่เราเห็นขึ้นมา กับข้อมูลที่ศึกษามาเห็นไหม เราจะมายำใส่กัน พอยำใส่กันมันทำให้เราเสียเวลา มันทำให้ทุกอย่างเสียเวลา การปฏิบัติเราจะผิดพลาดมากเลย แต่ถ้าเราวางเอาไว้ก่อน วางสิ่งที่ศึกษามาแล้วเราปฏิบัติไป มันจะว่างขนาดไหน มันจะเป็นขนาดไหนนะ แล้วถ้ามันว่างออกมาแล้ว ถ้ามันเป็นจริงนะ เวลามันว่าง ทำสมาธิดีมากๆ เลย แล้วเวลามันออกมาจากสมาธิแล้ว

เอ๊ะ! ทำไมกูยังโกรธอยู่ล่ะ เอ๊ะ! ทำไมกูยังฉุนเฉียวอยู่ล่ะ

ถ้าเป็นคนมีสตินะมันคิดได้ ถ้ามันคิดได้นะอันนั้นมันหินทับหญ้า แต่ถ้าไม่มีหินทับหญ้า เราถึงเน้นตรงนี้มากนะ ถ้าไม่มีหินทับหญ้า เราถึงพูดเมื่อกี้นี้ไง ว่าถ้าเรายังไม่รู้จักตัวเราเอง ไม่มีสมาธิเลยเราจะไปแก้กันที่ไหน ถ้าไม่มีสมาธินี่นะ ความคิดทั้งหมดมันจะเป็นโลกียปัญญา มันจะคิดจากสามัญสำนึก หลวงตาท่านบอกว่า “มันเป็นความคิดของกิเลส”

เราศึกษามาขนาดไหนก็แล้วแต่ เราศึกษามาเป็นข้อมูล แต่ตัวอวิชชาของเรานี่มันจะหนุน อย่างเช่นเรารู้อะไรเราว่าเรารู้ เราทำอะไร เราว่าเราเป็น มันจะหนุน พอหนุนขึ้นมานี่ กิเลสอวิชชามันพาคิด พอมันพาคิด ความคิดนั้นกับกาลเวลากับสรรพสิ่ง มันขับเคลื่อนมันจะไปพร้อมกันไหม ไม่ใช่อยู่แล้ว

ฉะนั้นถ้าเราทำพุทโธ โดยใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เข้ามาที่ความสงบ ที่มาความว่างนี้ ที่คำว่ารู้จักตัวเองนี้ ถ้าตัวเองนี้ สมาธิเกิดได้เพราะตัวตน ทิฐิมานะเราสงบตัวลง สมาธินี่เป็นการกดให้ทิฐิมานะ ความเห็นที่รุนแรงของเราสงบตัวลง แล้วมันเป็นพลังงานเฉยๆ พลังงานคือตัวเรา พลังงานตัวนี้ ถ้าพลังงานตัวนี้ ถ้ามันออกใช้ปัญญา ออกใช้ปัญญา มันจะเป็นโลกุตตรปัญญา มันจะเป็นปัญญาที่พระพุทธเจ้า ที่ปรารถนานี่ไง

แต่ถ้าความคิดที่เรายังเกิดอยู่นี่มันเป็นโลกียปัญญา ปัญญาออกมาจากฐานความคิด ฐานคือตัวภพ ฐานคือตัวใจ ความคิดนี่ออกมาจากใจ ความคิดโดยมนุษย์ ความคิดออกมาสมองนี่มันเป็นความคิดการสื่อสารทางโลก แต่ความคิดของธรรมะพระพุทธเจ้าที่ต้องการปฏิบัติ มันเป็นความคิดที่ใจ มันเป็นปัญญาของจิต ไม่ใช้ปัญญาสมอง

ปัญญาสมอง ดูสิ ดูทางนักกฎหมาย เห็นไหม เวลาเขาว่าความ เขาต้องรื้อค้นกฎหมาย เครียดมากเลย มันใช้สมองมาก จนล้าหมดนะ ข้อมูลในสมอง พวกนี้แก้กิเลสไม่ได้ ไอน์สไตน์บอกเลย ถ้าเราเลือกนับถือศาสนาได้ ขอนับถือศาสนาพุทธ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา แต่ไอน์สไตน์เขาใช้ตรรกะของเขา ใช้การค้นคว้าของเขา

ค้นคว้าทฤษฎีสัมพัทธ์ขึ้นมา เขาใช้ทฤษฎีสัมพัทธ์ของเขา ไอน์สไตน์เขาคิดของเขาเอง เห็นไหม เขาบอก “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เพราะความรู้นี่มันเป็นทฤษฎีที่เราจำมา ถ้าเรามีจินตนาการเป็นตัวตั้ง แล้วความรู้วิจัยต่อ เห็นไหม หลักการของไอน์สไตน์

แต่ในศาสนาของเรานี่มีสุตตมยปัญญา คือการศึกษา สุตตมยปัญญา จินตมยปัญญาคือจินตนาการของที่ไอน์สไตน์ว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ แต่จินตนาการนี่ฆ่ากิเลสไม่ได้ มันต้องเป็นภาวนา เห็นไหม จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา แล้วภาวนามยปัญญามันจะเกิดอย่างไร ภาวนามยปัญญามันจะเกิดจากจิตสงบ ตัวจิตสงบมันไม่มีข้อมูลบวก

โดยสามัญสำนึก ทุกคนต้องมีความรู้สึกของตัวเองเป็นพื้นฐาน ความคิดพื้นฐานอันนี้มันบวกกับสิ่งที่จินตมยปัญญาเกิดขึ้น มันเลยไม่สะอาดบริสุทธิ์ มันเลยเป็นมรรคไปไม่ได้ มันเป็นมรรคไปไม่ได้ แต่ทางโลกเขาคิดกัน ดูที่เขาปฏิบัติกัน เขาคิดว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา นี่เขาใช้ปัญญากันแล้ว แต่เขาไม่รู้ว่านั่นปัญญากิเลส

ปัญญาของกิเลสนะ แล้วกิเลสนี่มันเอาธรรมมะมาตรึก มาตรึกในธรรมะ มันพูดธรรมะ แจ้วๆๆ เลยนะ แต่ใจมันคิดจะล้วงกระเป๋าเขา ธรรมะที่เปลือกไง ธรรมะที่ความคิด ไม่ใช่ธรรมะที่ใจ ถ้าเป็นธรรมะที่ใจนะ พระอรหันต์ ธรรมธาตุคือจิต จิตพระอรหันต์ไม่มี ถ้าจิตเป็นภพ แต่เราพูดสื่อเพื่อความเข้าใจ พระอรหันต์มีแต่ธรรมธาตุ

พอธรรมธาตุมันจะขยับออกมา ออกมาที่ความคิด เขาเรียกเสวยอารมณ์ ฉะนั้น พระอรหันต์นี่ เห็นไหม พระอรหันต์ ธรรมธาตุที่สะอาดบริสุทธิ์ อกุศลเกิดไม่ได้ กุศล อกุศล จิตนี้มันต้องกระเพื่อมออกมา มันถึงจะเป็นกุศล เป็นอกุศล ฉะนั้นถ้าจิตมันไม่ขยับออกมา มันอยู่ที่นิพพาน เพราะจิตมันถึงนิพพานแล้ว มันคือนิพพาน ทีนี้ นิพพานนะ แต่ยังมีชีวิตอยู่ พอมีชีวิตอยู่ ก็ยังต้องสื่อสารกับเขา การสื่อสารก็เอาความคิดมาใช้ เพราะในเมื่อไม่สื่อสารด้วยภาษาไม่สื่อสารด้วยสิ่งนี้ เราจะสื่อสารกันได้อย่างไร

เราจะบอกว่าพระอรหันต์เปรียบเหมือนตู้พระไตรปิฎกที่มีชีวิต ตู้พระไตรปิฎก ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่สะอาดบริสุทธิ์มาก แต่ไม่มีชีวิตสื่อสารกับเรา แต่เรามีอวิชชา เรามีความคิดของเรา ไปสื่อสารในตู้พระไตรปิฎกนั้น มันเลยสื่อสารด้วยความคิดความจินตนาการของเรา แต่พระอรหันต์มีชีวิต ตู้พระไตรปิฎกที่สื่อสารกับเรา ครูบาอาจารย์ หลวงปู่มั่น เห็นไหม คอยสอนเรา คอยสื่อสารกับเรา ผิดถูกท่านคอยบอกเรา

แต่ถ้าเป็นตู้พระไตรปิฎก เราไปค้นตู้พระไตรปิฎก ธรรมะเหมือนกัน แต่อยู่ที่ตีความของเรา ทีนี้เพราะเรามีกิเลส เรามีความเห็นส่วนตัวเรา อ่านหนังสือออก อ่านภาษาออก แต่อ่านความหมายพระพุทธเจ้าไม่ออก ไม่ออก แต่เราปฏิบัติ เรารู้จริง ครูบาอาจารย์ที่ท่านรู้จริง ท่านรู้จริงหมด ท่านสื่อกับเราท่านจะบอกได้ชัดเจนมาก

ถ้าทำได้อย่างนี้นะ ศาสนาเราจะมั่นคง ศาสนามั่นคงนะ พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา มีธรรมะของพระพุทธเจ้า มีรัตนะสอง พระอัญญาโกณฑัญญะได้ฟังเทศน์พระพุทธเจ้าธรรมจักร สงฆ์องค์แรกของโลกเกิดขึ้น พระสงฆ์เรานี่ถ้าเข้าถึงธรรม พระสงฆ์เข้าถึงธรรมะเห็นไหมถึงมีคุณธรรมในหัวใจ

พระพุทธเจ้าก็เข้าถึงธรมะ ธรรมะอันเดียวกัน พระอรหันต์เหมือนกันหมด ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา ในหัวใจ แต่ต่างกันมหาศาลเลย กับอำนาจวาสนาบารมี เพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้แสวงหา เป็นผู้สร้างสมบุญญาธิการ พันธุกรรมทางจิตได้สร้างมามหาศาลมาก

ไอ้พวกเราสร้างมาเล็กน้อย แต่อาศัยการชี้นำ สาวกผู้ได้ยินได้ฟัง ทีนี้ถ้าสาวกแล้ว เรายังมีความตั้งใจที่จะดำเนินการต่างๆ ทีนี้ถ้าเป็นสาวกอย่างที่ว่า สาวกเริ่มต้น เพราะเราเป็นสาวกเหมือนกัน แต่จิตใจเรา ไม่ใช่ว่าใครนะ ว่าเราเองนี่แหละ ถ้าจิตใจเราหยาบ มันไม่เชื่อ มันปิด

ถ้าจิตใจเป็นธรรมนะ ไม่ต้องเชื่อ เป็นธรรม กาลามสูตรไง ทดสอบ ฟัง ทดสอบ ค้นคว้า ทดสอบ ค้นคว้า ถ้าคนเชื่อ โง่ ทดสอบ หลวงตาท่านบอกท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น ท่านเป็นมหา หลวงปู่มั่นทำอะไร ท่านเข้ามาดู ท่านเรียนมาแล้ว ท่านทดสอบท่านดูแล้ว ไม่มีอะไรผิดเลย ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ เพราะการกระทำ อาจารย์เราทำ ไม่เชื่อทั้งนั้น ต้องทดสอบ

แล้วเราทดสอบขึ้นมาแล้วมันจะแก้ไขทีหลัง แล้วอย่างที่ครูบาอาจารย์ที่สอนเหมือนกัน ต้องให้ทดสอบ เราทดสอบเราแก้ไขของเรา มันจะเป็นประโยชน์กับเรานะ ถ้าไม่ทดสอบต้องไม่แก้ไขเลย ทีนี้ประเพณีเห็นไหม บอกเราฟังแล้วต้องเชื่อๆ ไม่ใช่ ต้องมีศรัทธา ถ้าไม่มีศรัทธานะ ศรัทธาคือการเปิดภาชนะ ศรัทธาคือการรับข้อมูล ศรัทธาคือการรับข้อมูล ถ้าไม่ศรัทธาเลย เห็นไหม เราจะไม่รับข้อมูลอะไรเลย

ถ้าเราไม่รับข้อมูลอะไรเลย เราจะพิสูจน์อะไร ถ้าไม่มีศรัทธา ทีนี้ศรัทธาแก้กิเลสไม่ได้ แต่ความจริงถึงแก้กิเลสได้ แต่เราไม่มีศรัทธาเลย เราจะเอาอะไรเป็นตัวนำ ตัวศรัทธาเป็นตัวนำนะ แต่การเกิดดับ เราต้องปฏิบัติขึ้นมาจากเรา นี่พูดถึงปฏิบัติแล้ว มันจะสงสัยอย่างนั้น เพราะเวลาเราคิดไง เพราะพระอรหันต์ตายไปแล้ว พระพุทธเจ้าตายไปแล้ว แล้วทำไมพระธาตุยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่

พระธาตุ มันเป็นคุณธรรมของพระธาตุ พระธาตุเป็นธาตุที่มีชีวิต มันเหมือนกับอย่างนี้ สสารนี่มันเป็นธาตุหมด แต่ธาตุรู้ ความรู้เราก็เป็นธาตุอันหนึ่งนะ แต่เป็นธาตุรู้ที่มีชีวิต มันเป็นธาตุที่มีชีวิตที่มหัศจรรย์มาก จิตนี่ เวลาจะตาย เวลาเราตายนี่ เห็นไหม มันจะหดเข้ามาในความคิด อย่างเช่นนะ เราเห็นว่านี่คือกระดาษ กระดาษนี่ใครเป็นคนบอก ข้อมูลในใจเราบอก

ทีนี้พอก่อนจะตาย เวลาจะตาย ข้อมูลที่เราว่าเป็นกระดาษมันจะย่อยสลาย เราจะบอกว่าขันธ์ ๕ ความคิดมันเป็นเปลือก พอความคิดมันรับรู้เป็นสื่อสารกันเฉยๆ ทีนี้พอรับรู้ มันก็เก็บอยู่กับข้อมูลนี่ แต่ไอ้เก็บข้อมูลนี่มันก็เก็บข้อมูลธรรมดา แต่เวลาจะตาย ข้อมูลที่เป็นสิ่งที่เรารับความคิด มันจะย่อยตัวลง ย่อยตัวลงเป็นพลังงานเฉยๆ เพราะในตัวพลังงาน มันมีอวิชชา

อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารา ปจฺจยา วิญฺญาณํ เห็นไหม ปัจจยาการของตัวพลังงาน ไอ้ข้อมูลนี่มันจะไปรวมอยู่ที่ตัวพลังงาน ทีนี้พอตัวพลังงานนี่ไปปฏิสนธิจิต ไปเกิดใหม่ ไปเกิดใหม่นี่ เกิดใหม่เพราะอะไร เพราะแรงกรรม แรงการกระทำ แรงขับ แรงขับนี่ไปเกิดใหม่ แล้วพอคนเกิดใหม่ ทำไมจำชาติที่แล้วไม่ได้ล่ะ เพราะชาติที่แล้วมันอยู่ที่เปลือกไง อยู่ที่ขันธ์ ๕ นี่ไง

อยู่ที่ขันธ์ ๕ มันอยู่ที่เปลือกใช่ไหม เราเกิดในปัจจุบันนี้ เราจะมีเปลือก เราจะมีสิ่งที่สามัญสำนึกเรามีกันอยู่นี้ แล้วเราทำอะไร มันจะจำไว้ที่นี่ จำไว้ที่นี่ เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็จำ เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็จำ แต่ถ้ามันย่อยสลายลงไปอยู่ในข้อมูลนี้แล้ว ข้อมูลตัวนี้ ตัวพลังงาน มันจะปฏิสนธิจิตจะไปเกิด ทีนี้เวลาเราปฏิบัติกัน ทำไมพระพุทธเจ้ารู้อดีตชาติ ไปเที่ยวบุพเพนิวาสานุสติญาณ สาวไม่จบ

เพราะเวลาพระพุทธเจ้า เห็นไหม พระพุทธเจ้าปฏิบัติมา ๖ ปีนะ ค้นคว้ามาทั่วไปหมดเลย สุดท้ายแล้วทรมานตนขนาดไหน มันก็ไม่ใช่ๆๆ สุดท้ายก็ เอ้อ มันต้องพึ่งตัวเอง เพราะสร้างมาเอง ก็ระลึกถึงตอนที่เป็นราชกุมารที่ไปอยู่ที่โคนต้นหว้า กำหนดอานาปานสติ ก็เอาตรงนั้นเป็นที่ตั้ง กำหนดอานาปานสติ

ทีนี้บุคคล อานาปานสติ เพราะอดอาหารมา ๔๙ วัน เพราะได้ทำทุกรกิริยามาเยอะ ทีนี้การทำทุกรกิริยาเยอะคือการฝึกจิต คือการฝึกฝน จิตมันแก่กล้า แต่ไม่มีปัญญา จิตมันแก่กล้าจะมีกำลังมาก พอจิตมันแก่กล้ามีกำลังมาก กลับมากำหนดลมหายใจ อานาปานสติ พอจิตมันเริ่มสงบเข้ามา สงบเข้ามา เห็นไหม มันจะกลับมาที่ข้อมูลนี่ กลับมาที่ตัวพลังงาน

พอจิตสงบเข้ามาไง จิตมันออกจากความคิด มันหดเข้ามาๆๆ จนตัวเองเป็นพลังงาน ทีนี้ตัวพลังงาน ตอนนั้นพระพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พอยังไม่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า มันก็กลับไปที่พลังงานนั้น พลังงานนั้นมันก็รื้อข้อมูลในตัวมันเองนั้น พอพลังงานนี้มันรื้อข้อมูลในตัวมันเอง เห็นไหม

จากเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระเวสสันดร จากพระเวสสันดร เป็นทศชาติ ทศชาติสาวไปๆๆๆ ข้อมูลในคอมพิวเตอร์นะ มันยังเก็บข้อมูลไม่ได้อย่างนี้เลย แต่ข้อมูลของจิตมันเก็บข้อมูลของมันไว้เต็มไปหมดเห็นไหม นี่ไงมันถึงว่าเป็นเวรเป็นกรรม เป็นจริตเป็นนิสัยเป็นความชอบของแต่ละบุคคล มันไม่เหมือนกันไง สาวไปอย่างไรก็ไม่จบนะ นี่ขนาดพระพุทธเจ้านะ

พอสาวไม่จบ สาวไปแล้วไม่จบก็ย้อนกลับมา ย้อนกลับมา ย้อนกลับมาที่จิต พอจิต มันก็เริ่มพลังงาน มันก็ลึกเข้าไปเห็นไหม วิชชา ๓ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ พอเข้าญาณนี้ปั๊บ นี่มันไม่ใช่รื้อข้อมูล รื้อข้อมูลนี่เป็นอดีตใช่ไหม ทีนี้จิตนี่ ถ้ามันยังมีแรงขับ ปฏิสนธิจิตมันต้องเกิดอีก ถ้าเกิดอีกนะ ถ้าไม่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็ต้องเกิดเป็นชาติต่อไป ต้องเกิดอีก นี่ เกิดเป็นอะไรล่ะ จิตเกิดเป็นอะไรๆ อย่างนี้มันก็ไม่จบอีก ก็ย้อนกลับมา

ย้อนกลับมาที่ตัวพลังงานนี้ ในตัวพลังงานนี้มันมีข้อมูล ข้อมูลนี้มันมีตัว อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารา ปจฺจยา วิญฺญาณํ มันเป็นตัวใช้ข้อมูล ตัวอวิชชานี่เป็นตัวใช้ข้อมูล กลับมาด้วยมรรคญาณ มาทำลายไอ้อวิชชาตัวนี้หมด ข้อมูลก็ยังอยู่นะ แต่ทำลายตัวอวิชชา ตัวที่ใช้ข้อมูล ตัวตัณหาทะยานอยากที่ใช้ข้อมูล ตัวนี้ทำลายนี้หมด

ธาตุข้อมูลนี้ไม่มีนะ เพราะในการสอนของครูบาอาจารย์บางองค์เขาบอกว่า ขันธ์ขาด คือความเห็นน่ะ พระอรหันต์ต้องไม่มีอะไรเลย จะขาดหมดเลย นิพพานสูญ มันสูญจากกิเลสแต่มันมี ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มีข้อมูลอันนี้

พระพุทธเจ้าจะจำพระเจ้าสุทโธทนะได้ไหม

พระพุทธเจ้าจะจำพ่อได้ไหม

พระพุทธเจ้าจะจำสามเณรราหุล นางพิมพา ได้ไหม

อันนั้นคืออะไร แต่กิเลสมันขาด แต่สิ่งที่ สิ่งข้อมูล ข้อมูลคือข้อมูล เพราะตัวข้อมูลไม่ให้โทษใคร ข้อมูลนี้ สิ่งต่างๆ เทคโนโลยีมันให้โทษใคร เราต่างหากทุกข์กับมันนะ ใครมีคอมพิวเตอร์ในบ้าน ซ่อมแล้วซ่อมอีก เล่นแล้วเล่นอีก มันไม่ทุกข์นะ

ไอ้เรานี่ทุกข์ฉิบหายเลย เราดูแลมัน เราเป็นขี้ข้ามัน เรารักษามัน เห็นไหม ตัวข้อมูลมันไม่ให้โทษใคร แต่เพราะเราไม่รู้จักมัน เรามีอวิชชา อวิชชาตัวนี้มันเลยให้ค่าผิดให้ค่าถูก พอใจก็จะให้ค่าดี ไม่พอใจก็จะไม่ให้ค่ามัน แต่มันไม่ได้ ไม่ได้เพราะว่าข้อมูลมันมีอยู่แล้ว เพียงแต่เรารู้ว่า สิ่งที่เราเคยทำมาแล้วเห็นไหม ในศาสนาพุทธเรานะ

“สิ่งที่ทำแล้ว ทำมาแล้วเสียใจภายหลัง สิ่งนั้นไม่ดีเลย”

แต่ในปัจจุบันจะทำ ไม่มีสติ พระพุทธเจ้าถึงได้บอก

“ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขารด้วยความไม่ประมาทเถิด โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย”

เราที่ไม่ได้เป็นกันนี้ เพราะเราประมาทเลินเล่อกับชีวิต เราประมาททุกอย่าง ทั้งๆ ที่ทำงานอยู่ เราทำงานอยู่ เราเคลื่อนไหวอยู่ เราประมาท นั้นเวลาปฏิบัติ ภาคปฏิบัติเขาถึงจะมีสติไปตลอด ในการปฏิบัติของเราเห็นไหม หลวงปู่มั่นสอนไว้ใน “มุตโตทัย” การเหยียด การคู้ การดื่ม การกิน เราต้องมีสติตลอด

ทีนี้ถ้าคนไม่เข้าใจนะ ในอภิธรรมเขาสอน เวลาเหยียดจะคู้ เหยียดหนอ คู้หนอ กินหนอ เราคิดว่ามันเป็นกาารสร้างภาพอีกภาพหนึ่ง การเหยียดการคู้เรานี่ เรารู้ตัวอยู่แล้วใช่ไหม ทำไมต้องหนออีกล่ะ หนอนี่มันทำ มันจะสร้างภาพให้จิตให้กิเลสมีทางออก พอกิเลสมีทางออก ความสงบของจิต พลังงานของจิต

เราถือว่าการปฏิบัติ เราเทียบตรงนี้ เราเทียบตรงที่คนรู้จริงสอน สอนเหมือนกันนะ การเหยียดการคู้ การเคลื่อนไหว เราต้องมีสติสัมปชัญญะตลอด แต่ขณะที่เขาเคลื่อนไหวกันน่ะ ทำไมเคลื่อนไหวแล้ว จริงๆ นะ เหมือนคนบ้าเนาะ เราเคลื่อนไหวแล้ว ทำไมต้องบอกว่า “เคลื่อนไหวหนอ” ด้วย เราดื่มก็ต้องบอก “ดื่มหนอ” งงไหม

ถ้าเราเราไม่ได้คิดตรงนี้ เราไม่ได้คิดว่า เราดื่มก็คือเราดื่ม ถ้าเราดื่มอยู่ในสติพร้อมก็คือดื่ม นี่สติพร้อมนะ เราจะบอกว่านี่เป็นปัจจุบัน แล้วถ้าการทำอย่างนั้นมันเป็นอดีตอนาคต การได้ขยับมันเป็นไปแล้ว แต่เราตั้งอารมณ์ซ้อน จริงไหม การที่ว่าได้กระทำเราก็ทำไปแล้ว ตีก็เจ็บ ตีก็รู้ว่าตีแล้ว ตีเสร็จ “ตีหนอ” ให้รู้อีกทีหนึ่ง

เราให้เทียบอยู่ว่า รู้จริงกับรู้ไม่จริงพูด รู้จริงพูดครั้งเดียว คำเดียว การเหยียด การคู้ การดื่ม ต้องมีสติพร้อม รู้ไม่จริง การเหยียด การคู้ การดื่ม ต้องตั้งสติ ต้องพูดอีกคำหนึ่ง แล้วเราว่าเราปฏิบัติใหม่ เราไม่มีหลัก แล้วเราจะเชื่อใคร เราจะเอาใคร เอาอันไหนเป็นหลัก ทีนี้มันก็ย้อนกลับมาที่ว่า ถ้าเราปฏิบัติไม่เป็น ก็ไม่เป็นไร ก็ปฏิบัติไปก่อน เดี๋ยวจะรู้กันไปเอง มันก็ถูกถ้าพูดอย่างนั้นนะ

แต่มันเสียอย่างหนึ่ง เสียอย่างหนึ่งว่าใครได้ข้อมูลสิ่งใดแล้ว มันยึดข้อมูลนั้น เมื่อก่อนเราคิดอย่างนั้น แล้วพอตอนหลังมันมีพวกปฏิบัติมาหาเรา ให้เราแก้ไง โอ้โฮ กูสอนคนใหม่ดีกว่ากูแก้คนที่ติดว่ะ สอนคนใหม่ง่ายกว่าเว้ย แต่แก้คนที่ติด เขามีข้อมูลแล้ว ต้องบอกให้ปล่อยแล้วเริ่มต้นใหม่ เอาเรื่องอยู่ อันนี้ถ้าพูดประสาเรา พูดถึงเราเห็นผลในการกระทำนะ แต่ถ้าพูดถึงกรรมของสัตว์มันก็เรื่องของเขา

ถ้าบอกแล้ว เรามองกันในวงการภาวนาไง วงการที่เป็นไป นี่พูดถึงสมาธิ พูดถึงพระธาตุ เราจะบอกว่า ตัวพระธาตุเองไม่มีจิตวิญญาณคือไม่มีชีวิต พวกเรามีชีวิตเพราะว่าเรามีจิตวิญญาณ ตัวจิตวิญญาณ เวลาเราตาย จิตวิญญาณออกจากร่าง ซากศพนี้ก็คือคนตาย ซากศพนี้ไม่มีชีวิตแต่ทางการแพทย์มันมี มีเชื้อโรคมีเซลล์มีทุกอย่างเลย แต่เดี๋ยวมันก็ตายตามไป

แต่จริงๆ แล้วคือ พวกเรามีชีวิตอยู่เพราะจิตวิญญาณ ฉะนั้นตัวพระธาตุนี่ไม่มีจิตวิญญาณ ถึงเราบอกว่าไม่เป็นสิ่งที่มีชีวิต ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีชีวิต แต่เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ที่มีคุณค่าของเขา มันมีคุณค่าเพราะอะไร มีคุณค่าเพราะผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ชำระกิเลสจนเป็นพระอรหันต์แต่ละองค์นี้ มันไม่ใช่ของง่ายๆ นะ มันไม่ใช่ว่าเราจะมาทำกันชาตินี้ชาติเดียวแล้วเป็นพระอรหันต์หรอก

มันต้องมีพื้นฐานมา พื้นฐานตัวนี้สำคัญ บางคนปฏิบัติให้เต็มที่เลย แต่พื้นฐานมันไม่มี เราสังเกตได้ไหม คนโทสะจริต คนขี้โกรธ บางคน คนขี้หลง มันไม่น่าเชื่อนะ ของบางอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ทำไมมันเชื่อก็ไม่รู้นะ เขาหลอกกัน หลอกเอาตังค์น่ะ โอ้โฮ มันก็เชื่อๆ ไอ้เราก็งงมันเชื่อได้อย่างไร เพราะความโลภ ความอยากได้ของเขา เขาเอาอะไรมาล่อก็เชื่อ

นี่ไง วุฒิภาวะของจิต แล้วนี่พระอรหันต์แต่ละองค์ เพราะในตำรา พระอรหันต์นี่ต้องสร้างมาแสนกัป พระพุทธเจ้าต้อง ๔ อสงไขยอย่างต่ำ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย แต่พระอรหันต์ต้องแสนกัป แต่ใครจะรู้ว่าเราสร้างมากี่แสนกัปแล้วล่ะ เราสร้างกันมาแล้ว แล้วเราปฏิบัติเองเราจะรู้ตัวเรา คนที่มีบารมีนะ เวลานั่งดีๆ จะสงบได้ง่าย สงบได้ดี

อย่างไรก็แล้วแต่ต้องมีความสงบก่อน ถ้าไม่มีความสงบก่อน ใช้ปัญญาไปนี่มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิการเพ่งการดูทุกอย่าง เป็นสมาธิหมดล่ะ เราพูดบ่อย เพราะทุกอย่างการกระทำทุกลัทธิทุกศาสนา ทุกวิธีการที่ทำ ผลของมันคือสมถะหมด แต่เขาพยายามปฏิเสธกันว่าสมถะไม่มีปัญญา ต้องใช้ปัญญา เขาไม่รู้เลยว่าการใช้ปัญญานั้น มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ

มันมีปัญญาอบรมสมาธิ กับสมาธิอบรมปัญญา ฉะนั้นการกระทำทั้งหมด ผลของมันเป็นอย่างนั้นคือค่าของมันเป็นอย่างนั้น แต่คนไม่รู้ ไปให้ค่ามันผิด พอให้ค่ามันผิดก็ตั้งหลักที่ผิด แล้วสอนทฤษฎีที่ผิดออกไป ด้วยความเห็นผิดของคน คนสอน

เพราะฉะนั้น เวลาเราจะไปพูดกัน เวลาเราจะไปโต้แย้งกัน อย่างพวกเรา อย่างพวกที่คนอื่นไปโต้แย้งนี่ ไม่ได้หรอก ไม่รู้ คือวุฒิภาวะไม่ทันกัน นักมวย เห็นไหม มวยคนละรุ่น มวยคนละชั้น เขาไม่ให้ต่อยกันหรอก มวยจะต่อยกันมันต้องเป็นมวยรุ่นเดียวกัน ชั้นเดียวกัน ถึงต่อยกัน นี่ไง ผู้ที่ปฏิบัติแล้วเป็นอาจารย์ๆ มันต้องให้ตัวรู้จริง รู้จริงปะทะกัน

เพราะเราจะบอกว่าไอ้พวกที่สอนผิดๆ น่ะ เรามั่นใจนะ ว่าคนที่สอนผิด เขาต้องรู้ตัวเขาตลอดเวลา อย่างเรา เราทำอะไรผิดอะไรถูก ทั้งๆ ที่เราทำผิด เราไม่ตั้งใจ เราก็รู้นะว่าเราผิด แต่เราไม่อยากบอกใคร เก็บไว้กูรู้คนเดียว ผิดกูไม่บอกใคร อาย รู้ รู้ ตรงนี้เราไม่ชอบตรงนี้ เราไม่ชอบตรงที่ว่า ในเมื่อเขาผิด เขาไม่ควรจะชักนำให้คนอื่นไปทางที่ผิด

ถ้าความเห็นของเขานะ ๕ ปี ๑๐ ปีนี่รู้ เอายกนะ อย่างที่เขาพูด อย่างเช่น หลวงพ่อ... เห็นไหม ที่หลวงพ่อ ... ท่านไปพูดที่วัดมหาธาตุฯ เห็นไหม ท่านไปเขียนไว้เองว่าท่านก็ยังติดอยู่ ท่านรู้ หลวงพ่อ... ท่านพิจารณาดวงแก้ว ท่านไปเขียนไว้ เห็นไหม

ยังมีหลักฐานอยู่ที่วัดมหาธาตุฯ ตรงข้ามธรรมศาสตร์ มีหลักฐานอยู่ที่นั่นเลย ท่านเขียนไว้ แล้วมีเลย เพราะท่านเขียนเอง ท่านสารภาพเองว่าการปฏิบัติของท่านมันมาผิดทาง หลวงพ่อ...ท่านเขียนไว้ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์มีหลักฐานอยู่ที่นั่นชัดเจน เป็นเอกสารเลย

เพียงแต่ว่าเป็นเอกสารที่ไหนเขาจะปิดกัน บางทีไม่ให้รั่วไหลออกมา แต่มี มีเด็ดขาด เพราะมีที่เขาทำกันนะ เราจะบอกว่า ถึงเราจะพาสอนขนาดไหนนะ ถ้าเราผิดนะ มันมีอยู่ที่นี่ มันรู้ แล้วถ้าผิดแล้วแก้ไขนะ คนนั้นเป็น พระพุทธเจ้าบอกไง อริยวินัย ใครผิดแล้วยอมรับผิด แล้วพระนี่ปลงอาบัติ นี่คือ อริยวินัย อริยประเพณี ผิดแล้วยอมรับผิด แล้วแก้ไขสุดยอด

แต่ผิดแล้วไม่แก้ไข ไอ้ที่ไม่แก้ไข ที่เราพูดนี่ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะมีคนมาหาเยอะ แล้วมาพูดว่าอะไร เวลาเราพูดนี่ เราจะเป็นคนแบบว่าตรงๆ ผิดก็จะบอกว่าผิด ถูกก็จะบอกว่าถูก แล้วมันมากันเยอะมาก นี่ที่เราพูดเราเน้น เพราะพอพวกเรานี่ ใครที่ไปปฏิบัติ หรือไปศึกษากันมานี่ จะบอกว่าเรานี่เต่าล้านปี วิธีการสอนของเรานี่เต่าล้านปี คือว่ามันเนิ่นนานไม่ลัดสั้น

ไอ้ที่เขาบอกว่าเขาต้องลัดต้องสั้น ต้องจะไปมรรคผลนิพพานเลย เราบอกว่าลัดลงนรกไง มันจะลัดไปหานรกกัน แต่ถ้าอย่างของเรานี่เต่าล้านปี แต่เราเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านี่เป็นผู้ที่เป็นเจ้าของศาสนา เป็นผู้สร้างสมบุญญาธิการมาก ถ้ามีทางลัดสั้นที่กระชับเข้าถึงได้ง่าย พระพุทธเจ้าไม่บอกได้อย่างไร

พระพุทธเจ้าไม่บอกเราเหรอ พระพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ ต้องการปรารถนามารื้อขนพวกเราไป ท่านตั้งเป้าหมายมาอย่างนั้น แล้วมีวิธีการที่รื้อค้นได้ง่ายๆ พระพุทธเจ้าไม่บอก เพราะฉะนั้นผู้ที่มาบอกพูดๆ อยู่นี่ เราบอกว่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้า แต่ถ้ามาหากรรมฐานนี่มันเต่าล้านปี เพราะมันเชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อในการประพฤติปฏิบัติ เชื่อในแนวทางนั้น

อ้าว ว่ามา

โยม : วิธีเดินปฏิบัตินะท่านอาจารย์ เวลาเดินจงกรมอย่างเนี่ย ภาวนายังไง บางคนเขาก็บอกว่า ที่ว่ายกหนอ เลี้ยวหนอน่ะหรือว่าอะไรอย่างนี้ ตกลงมันควรจะภาวนาอย่างไร

หลวงพ่อ : นั่นน่ะยกหนอ เลี้ยวหนอนั่นน่ะ เราถึงพูดเมื่อกี้ การเหยียดการคู้ต้องทำ เห็นไหม แต่ที่เราพูดของเราเห็นไหม หลวงปู่มั่นท่านสอน เพราะหลวงปู่มั่นสอนไว้ในปฏิปทาธุดงคกรรมฐาน การเดินจงกรมนี่ไม่ให้ขวางตะวัน เพราะขวางตะวัน ตะวันมันส่องใช่ไหม มันแทงตา ให้เดินตามตะวัน ให้เดินตามตะวันเหมือนให้เดินตามตะวันด้วย ให้ดูฤดูกาล เพราะหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวมีทางจงกรม ๓ เส้น มีทางเดินจงกรม ๓ เส้น เฉพาะหลวงปู่ขาว ท่านเป็นนักปฏิบัติที่เข้มแข็ง แล้วเป็นครูบาอาจารย์ของเรา

เส้นแรก เดินจงกรมเพื่อถวายพระพุทธ วันหนึ่ง ๒-๓ ชั่วโมง แล้วพออีก ๒ วันก็มาเดินเส้นที่สอง ถวายพระธรรม แล้วก็เดินเส้นที่ ๓ ถวายพระสงฆ์

ทีนี้การเดินจงกรมเห็นไหม เดินจงกรม เดินโดยปกติธรรมดาที่มีสติสัมปชัญญะ เอามือมือขวาทับมือซ้ายไว้ที่กลางสะดือ แล้วเดินไป เพราะถ้าเราเดิน เราแกว่งแขนนี่ สติมันแตก แล้วเดินไปโดยธรรมดา เดินปกติธรรมดาเรานี่ ทีนี้ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านบอกว่า ก้าวเท้าซ้ายให้นึกพุทธ ก้าวเท้าขวาให้นึกโธ บางองค์ท่านสอนอย่างนั้น

แต่เรานักเดินจงกรม เราบอกว่าการเดินจงกรม เท้าซ้ายให้พุท เท้าขวาโธ มันเป็นการล็อกเท้าตัวเอง ที่ว่า คำว่าล็อกเท้าหมายถึงว่าเราจะเปรียบเทียบเหมือนรถนี่ รถนี่มันมีเกียร์ ๑ เกียร์ ๒ เกียร์ ๓ เกียร์ ๔ ถ้าเราล็อกไว้เกียร์ใดเกียร์หนึ่ง เห็นไหม ล็อกไว้เกียร์ ๑ เห็นไหม รถเราจะวิ่งเกียร์ ๑ ตลอดไปเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม การเดินนี่ ถ้าซ้ายพุท ขวาโธ มันจะล็อกเท้า

ฉะนั้น เวลาเราปฏิบัตินะ เวลาเดินจงกรม เวลาชีวิตประจำวันเรานี่ เราอาจจะกระทบกระเทือน กระทบกระทั่งกันบ้าง คนเราอยู่ด้วยกัน มันจะเหมือนลิ้นกับฟัน มันต้องมีกระทบกระทั่งเป็นธรรมดา ถ้าวันไหนกระทบกระทั่งปั๊บนี่ความคิดมันจะฟุ้งซ่าน ความคิดมันจะรุนแรง ทีนี้การเดินของเรานี่ต้องเกียร์ ๔ ซ่กๆๆๆๆ เดินเร็วมากนะ เราจะเดินเร็วมากเพราะอะไร เพราะความคิดมันรุนแรง เราจะมาพุทโธๆ อยู่นี่มันไม่ทัน

เราจะเดิน เราเดินมาแล้ว เดินนี่เร็วมากเลย พอเดินเร็วๆ ปั๊บ สักชั่วโมงหนึ่ง พลังงานมันได้ใช้ออกไป สิ่งที่กระทบกระเทือนกันมา มันจะมีปัญญา เริ่มคิดทันแล้ว เราเป็นพระด้วยกัน เราไม่น่ากระทบกระเทือนกัน สิ่งที่เขาทำมาอาจจะเป็นความเข้าใจผิดก็ได้ เขารู้ไม่ถึงการณ์ก็ได้ มันปล่อยได้หมดนะ มันทันความคิด พอทันความคิดมันจะปล่อยความทุกอย่าง ปล่อยอารมณ์ที่กระทบกระเทือนหมดเลย

แล้วพอปล่อยปั๊บ เราก็ลดลงเกียร์ ๒ ก็ได้ เกียร์ ๑ ก็ได้ คือเดินให้ช้าลง เราจะบอกว่าการเดินช้าการเดินเร็ว ถ้าเดินจงกรมไปเรื่อยๆ นะ จะเห็นประโยชน์ของมัน นี้สิ่งที่มีประโยชน์เราควรจะเก็บไว้เป็นประโยชน์กับเราไหม ฉะนั้นถ้าไปล็อกเท้าซ้ายเท้าขวามันจะเป็นล็อกตายตัว

เพราะฉะนั้นการที่ว่าย่างหนอ เหยียดหนอ คิดดูนะ เรายกเท้าขึ้น แล้วเราก็บอกยกเท้าหนอ เราเหยียดเท้าไปเราก็เหยียดเท้าหนอ มันจะเป็นธรรมชาติไหม แล้วพอเรายกความคิด เรายกขึ้นมาปั๊บนี่เราคิดเอง เราจะบอกว่าการประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ เป็นการสร้างอารมณ์

อย่างเช่นเรานี่ขุ่นมัวกัน ทีนี้เราก็ไปเปิดทีวีก็ได้ เปิดอะไรก็ได้ ไปดูภาพต่างๆ ให้จิตเราเห็นภาพนั้น พอเห็นภาพนั้น อารมณ์ความรู้สึกเรามันอยู่ที่ภาพนั้นใช่ไหม ความคิดเราก็จะเบาลง ทีนี้ความคิดเราเบาลงแล้ว มันเป็นสมาธิไหม เพราะเราไปเห็นภาพนั้น เราไปใช้ความคิดเป็นภาพนั้น อารมณ์ปกติธรรมดาของเรามันคือการเดินจงกรม แต่พอรับรู้ ให้จิตมันสงบเข้ามา

แต่เราไปหนอ เหยียดคู้เหยียด ถ้าเขาทำกันอย่างนั้นมันสิทธิของเขานะ สิทธิเสรีภาพของเขาเราจะก้าวก่ายไม่ได้ แต่พวกที่หนอๆ มาอยู่กับเรา บางองค์ บางคนมาอยู่กับเรา พออยู่ไปสักพักหนึ่ง เขาเดินไปเดินมา เขาจะกลับมาเดินแบบปกติธรรมดาหมดเลย มีเยอะ แล้วอยู่ที่.. กับเรา นี่ ตอนนี้พวกอภิธรรมจะมาหาเรานี่เยอะมากเลย เยอะเพราะอะไร เยอะเพราะซีดี ซีดีนี่จะไปให้พวกที่ปฏิบัติวิ่งเข้ามาหาเราหมดเลย

เพราะในอภิธรรมเขาจะพูดว่า การยกหนอเหยียดหนอ การรู้ทันอารมณ์ปัจจุบันเขาว่าเป็นวิปัสสนา คือวิปัสสนาปัญญาด้วยสายตรง กำหนดพุทโธหรือใช้ปัญญาอบรมสมาธิของเรา เขาว่าเป็นสมถะ คือไม่มีประโยชน์ พอไม่มีประโยชน์ปั๊บ ความเห็นผิดของอาจารย์ที่สอน เห็นผิดเพราะอะไร เห็นผิดเพราะหน่วยกิตมันมี ๘ ทีนี้เขาบอกว่า ถ้าสมถะไม่จำเป็น เขาก็ตัดหน่วยกิตทิ้ง

พอเขาตัดหน่วยกิตทิ้ง เอ็งจะมีการศึกษาจบได้ไหม เขาตัดหน่วยกิตทิ้งไปเลยนะ มรรค ๘ ตัดเหลือ ๗ ก็สัมมาสมาธิไง สัมมาสมาธิ สมถะ มันอยู่ในมรรค ๘ ทางอันเอก มัคโค ทางอันเอกนี้เอ็งทำลายทาง แล้วเอ็งไปได้ไหม

สัมมาสมาธิอยู่ในมรรค ๘ สัมมาปัญญา สัมมากัมมันโต งาน สัมมาอาชีโว สัมมาอาชีโวนี่เลี้ยงชีพ เลี้ยงมรรค ทำมรรคให้มันเกิดถูกต้องอย่างไร โอ๊ย ถ้าพูดเรื่องนี้ยาวมาก นั่นเขาไปตัดหน่วยกิตทิ้ง เหลือมรรค ๗ เอ็งคิดว่าสมถะไม่จำเป็น สมถะไม่เอา เอ็งเรียนกันนี่เอ็งส่งหน่วยกิตไม่ครบ เอ็งจบกันมาได้ไหม แต่เขาว่าได้นะ เขาไม่เอากันนะ เขาว่าสมถะไม่เอา หน่วยกิตนี้ไม่ต้องส่ง แล้วมันปฏิบัติกันไป เอ็งว่ามันได้กันไหม

นี่ไง ในการเดินจงกรมนะ ทีนี้ถ้าหนอมันเป็นอย่างนี้ การเหยียดการคู้การอะไร นี่เราให้เดินปกติ การเดินปกตินะมันรับรู้ตลอดเวลา เดินปกติใหม่ๆ มันจะเก้งก้างเป็นปกติ ทุกคนจะถามเลยว่าหลวงพ่อ การเดินจงกรมแล้วเวลาจะเลี้ยวกลับจะทำอย่างไร เราถามเลยว่าเอ็งขับรถ เวลาเข้าทางโค้งเอ็งเข้าอย่างไร เวลาเอ็งกลับรถเอ็งทำอย่างไร ถ้าเราขับรถนะ เอ็งจะต้องไป ถนนนี่จะเลี้ยวนะ เลนนี่มันกว้างเท่าไร เอ็งต้องวัดไหม ไม่ต้องวัดหรอก เพราะเรามองด้วยสายตาไง

การเดินจงกรมไป ใหม่ๆ มันจะเก้งก้างบ้าง แต่ถ้าเดินไปแล้วเลี้ยวกลับโดยปกติ เดินสักพักหนึ่งเดี๋ยวจะคล่องตัว มันเป็นอัตโนมัติเลย เวลาเดินจงกรมนะ พอจิตเริ่มสงบ จิตมันไม่ออก พอจิตไม่ออก มันจะอยู่กลางหัวอก มันไม่ได้มองที่ทางนะ สายตานี่ไม่ออกรับรู้เลย มันเดินไปโดยสัญชาตญาณ

แต่ถ้าใช้ปัญญามากๆ มันอาจจะตกข้างทางบ้าง คำว่าตกข้างทางมันวิปัสสนา มันเดินจงกรมไปเป็นสูงๆ ภาวนาไป โอ้โฮ การปฏิบัตินะเหมือนการศึกษา โสดาบันปริญญาตรี สกิทาปริญญาโท อนาคานี่ด็อกเตอร์ ศาสตราจารย์ทางวิชาการนั้นพระอรหันต์ มันจะขึ้นไปเป็นชั้นๆ ขึ้นไป ทีนี้การเป็นชั้นๆ ขึ้นไป เอ็งจบด็อกเตอร์มาแล้ว เอ็งไม่ทำวิจัยทางวิชาการ เอ็งจะได้ศาสตราจารย์ไหม ไม่มีทาง

ทีนี้พอให้เอ็งทำทางวิชาการเอ็งต้องศึกษาค้นคว้า จิตมันจะพัฒนาไป พอเดินจงกรมไปแล้วพอจิตมันสูงขึ้นๆ นะ โอ้โฮ ฉะนั้นคำว่าสูงขึ้นๆ ไป เหมือนกับเราทำงาน เราทำงานมาตั้งแต่เราเริ่มตั้งบริษัท เราต้องทำวิจัยตลาด เราต้องหาทุน เราต้องหาบุคลากร เราสร้างขึ้นมาจนสำเร็จ แล้วเราเชื่อคนอื่นไหมว่าเราทำผิด เอ็งเชื่อคนอื่นไหม ไอ้คนที่มันทำมันเห็นไหม เขาอบรมทางวิชาการนะ เศรษฐีน้อย เศรษฐีใหม่ ต้องทำอย่างนี้ๆ มึงศึกษาจบมึงได้เป็นเศรษฐีกันหรือเปล่า

แต่ของเราไม่ได้ศึกษาอะไรเลย กูประกอบบริษัทกูอยู่นี่ นี่ไง “สันทิฎฐิโก” ความรู้จริงเห็นจริงในใจ ทีนี้เดินจงกรม เดินไปเป็นปกติ แล้วพอเราเดินจงกรมนี่ เทียบถึงความคิด ถ้าวันไหนความคิดเรามันฟุ้งซ่าน เอ็งสาวเลย สาวเลย แล้วพอความคิดมันเริ่มเบาลงนะ เอ็งทอดน่องได้เลย แล้วลมหายใจเข้านึกพุท ลมหายใจออกนึกโธ คนเราต้องมีจุดยืน

การภาวนานี่จิตต้องมีจุดยืน การกำหนดพุทโธ คำบริกรรม มันเป็นที่เกาะของจิต จิตนี่มันเป็นนามธรรม อากาศ เราไม่มีภาชนะบรรจุอากาศ เราจะมีว่าอากาศอยู่ในภาชนะนั้นไหม ความคิดนามธรรมของเรานี่มันคิดไปร้อยแปด เอ็งคิดถึงวัดเทพศิรินทร์ตอนนี้มันไปกลับมาห้ารอบแล้ว เอ็งคิดถึงวัดเทพศิรินทร์สิ มันเร็วกว่ารถวิ่งกี่ร้อยเท่า

แล้วพุทโธๆ มันเพื่อที่จะให้ตรงนี้เกาะนี่ไว้ ไม่ให้คิดไปทางอื่น ลมหายใจเข้านึกพุท ลมหายใจออกนึกโธ เอาความคิดสิ่งที่เร็วที่สุด เกาะคำบริกรรมไว้ จำไว้ให้ดีๆ เกาะคำบริกรรมไว้ แล้วพอเกาะคำบริกรรมไว้นี่ พุทโธๆ ถ้าจิตมันสงบนะ มันจะเป็นสงบ สงบขึ้นมานี่ อย่างที่ว่า รู้จักตัวตน การปฏิบัติ การที่สอนกันอยู่ ปฏิเสธตรงนี้ แล้วไม่ทำตรงนี้ แล้วบอกตรงนี้ไม่มีประโยชน์ บอกตรงนี้เป็นเต่าล้านปี ใช้ปัญญาไปเลย ใคร่ครวญไปเลย ลงนรกๆ

มันไม่มีคนทำอะไรขึ้นมาเลย มันเป็นตรรกะ มันเป็นการสร้างความคิดกัน แล้วคุยกันปากเปียกปากแฉะเลยนะ พอเข้าสังคมปั๊บ โอ้โฮ นิพพานๆ มึงก็พาน กูก็พาน พานคนละใบแล้วก็ทะเลาะกัน เพราะมันไม่เข้าถึงความจริง แต่ถ้าเคยเข้าถึงความจริงปั๊บ มันจะเต่าล้านปีหรือมันจะอะไร คือพระพุทธเจ้าสอนศีลสมาธิปัญญา คือมันเป็นเส้นทางที่เราจะต้องเดิน

ถ้าเส้นทางนี้เราไม่เดิน จิตเรา กระบวนการของจิตมันไม่มีพัฒนาการ การปฏิบัติคือกระบวนการของจิตมันจะพัฒนาการของมัน มันจะทำลายตัวมันเอง การทำลายตัวมันเองคือทำลายกรรม ทำลายสิ่งข้อมูลที่มันได้เก็บสะสมมา แล้วในตัวมันเองมันมีอวิชชา อวิชชาข้อมูลที่ว่า ถึงที่สุดแล้วจะไปทำลายตรงนั้น

ทีนี้เดินจงกรม เดินเป็นปกติ เดินไปปกติ ที่ว่าธรรมะเป็นธรรมดาๆ ธรรมดา มันธรรมดา แต่ธรรมดาด้วยความเพียร ไม่ใช่ธรรมดาด้วยความคิด เราทำของเราไป เดินจงกรมนะ เดินจงกรมไป ใช้พุทโธๆ ถ้ามันพุทโธไม่อยู่ ความคิดมาก ไล่ความคิดไป ความคิดมันต้องหยุดได้

พอความคิดมันหยุดขึ้นไป มันจะเห็นของมัน แล้วมันจะพัฒนาของมัน ความคิดหยุด หยุดแล้วก็คิดอีก เพราะโดยสามัญสำนึก ความคิดมันเกิดดับๆๆ แต่ความเกิดดับของมันเป็นธรรมชาติ เหมือนไฟ เอ็งดูไฟสิ เอ็งดูไฟป่า ไฟป่ามันจะเผาป่าไปหมดเลย เราเอาไฟไปอยู่ในเตา ทำไมไฟมันทำอาหารให้เรากินได้ล่ะ แต่ทำไมมันไปไหม้บ้านไหม้เรือน ทำไมมันไหม้บ้านเรือนเขาฉิบหายหมดเลยล่ะ

ความคิดเรามันเกิดดับๆ มันเหมือนไฟป่า มันไหม้ทั้งวันทั้งคืนเลย มึงไม่เคยเห็นมันเลย พอเราสติตามมันไป เห็นไหม กูเอาความคิด เอาพลังงานนี้มาไว้ในเตา ปัญญาอบรมสมาธิ แต่เขาไม่รู้ เขาบอกปัญญาหยุด มันใช้ปัญญาแล้วเป็นพระอรหันต์ คือมันแค่ดับไฟป่า มันแค่ทำให้ไฟสงบลงเท่านั้นเอง ไม่วิปัสสนาไม่มีหรอก เพราะมันยังไม่มีจิตเห็นจิต

ตัวจิต ตัวพลังงานเห็นอาการของจิต เห็นความคิด วิปัสสนาจะเกิดต่อเมื่อจิตเห็นอาการของจิต จิตเวลาสงบคือตัวสมาธิ ตัวสมาธิคือตัวจิต ตัวพลังงาน แล้วพลังงานเวลามันคิด มันคิดอย่างไร เห็นชัดเจนมากนะ คนภาวนาเริ่มต้นภาวนา ใหม่ๆ ไปนี่ กำดำกำขาวมืดๆ มัวๆ ไปนี่ พอเริ่มพัฒนาการไปมันจะเห็นตัวมันเอง หยุด แล้วเวลามันคิดเขาเรียกเสวยอารมณ์

ถ้ามันไม่มี ทำไมสวิตซ์ไฟเราเปิดปิดได้ ทำไมความคิดมันคิดตลอดเวลาจนเราเปิดปิดไม่เป็นล่ะ พอเห็นนะเปิดได้ปิดได้ ทำได้ เดี๋ยวจะมหัศจรรย์มาก แล้วพอทำไปแล้วนะ สนุกมาก ภาวนาเป็นนี่สุดยอด เกมคอมพิวเตอร์มึงสู้กูไม่ได้ กูมันกว่าเยอะ มันกว่าเยอะ ระหว่างความดีกับความชั่ว มันต่อสู้กันกลางหัวอก แล้วเราเป็นคนขับเคลื่อน เราไปดูเด็กๆ มันเล่นคอมพิวเตอร์กันไง เราถึงบอกว่า คอมพิวเตอร์มึงสู้กูไม่ได้หรอก กูมันกว่าเยอะเลย

ฉะนั้นเดินจงกรม เวลาเราพูดไปนี่ เราจะพูดถึงพัฒนาการของมัน ทีนี้พัฒนาการของมัน มันต้องมีพื้นฐาน ไม่มีพื้นฐานมันจะพัฒนาการไม่ได้ ทีนี้พื้นฐานก็อยู่ที่นั่งสมาธิ เดินจงกรมนี่แหละ เป็นพื้นฐาน ต้องหาพื้นฐานให้ได้ ถ้ามีพื้นฐาน กรรมฐาน เรามาน่ะ เรามาจากทะเบียนบ้านกันนะ กลับไปก็กลับไปกับทะเบียนบ้าน คนควบคุมชีวิตไว้อยู่ที่ทะเบียนบ้าน คนตายต้องจำหน่ายออก แล้วภพชาติมึงอยู่ที่ไหน กิเลสมึงอยู่ที่ไหน

ถ้ากลับไปที่สมาธิ กลับไปที่ต้นขั้วไง กิเลสมันอยู่ที่ใจ กิเลสไม่ได้อยู่ที่ซากศพ ถ้ากิเลสอยู่ที่ซากศพนะ ตายแล้วไปเผานะ พระอรหันต์เต็มเชิงตะกอนเลย กิเลสมันอยู่ที่ใจ พอตายใจมันออกไปก่อน กิเลสมันออกไปก่อน เหลือแต่กากเดน ซากศพ มันก็อยู่ที่นั่น ทีนี้พื้นฐานเดินจงกรม เดินปกติ เราเดินปกติ เดินธรรมดานี่แหละ พอเดินไปมันจะ คนทำงาน พอทำงานบ่อยครั้งเข้า มันจะเป็น มันจะชำนาญของมัน มันจะเดินไปรำพึงไปมันจะพลิกกลับๆ

แล้วอย่างที่ว่า ไปคิด ไปเปรียบเทียบเอาความคิดก็แล้วกัน ถ้าความคิดมันแรง เดินเร็วขึ้นเลย แล้วเดินสักชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วเทียบ พอสักชั่วโมงก็ โห! ปล่อย สบายไหม ว่างไหม ถ้าไม่ว่าง อัดเข้าไปอีก เพราะเราเดินจงกรมมา เดินจนหินเป็นร่องก็แล้วกันล่ะ เดินทั้งวันทั้งคืน เดินอย่างเดียว เราถนัดเดิน แต่ก็นั่งบ้าง เพราะบางทีเดินไปมากแล้วมันล้า เราเดินจงกรมก่อน

บางทีเดินจงกรมหลายๆ ชั่วโมง เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิ ๒-๓ ชั่วโมง เพราะเราไม่กินข้าว เราอดอาหาร พออดอาหาร เราภาวนา ๒๔ ชั่วโมงไง เราถือเนสัชชิก คือไม่นอนด้วย อย่างเราๆภาวนานี่เรากลัวนะ ๒ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมง เดี๋ยวจะเลิก

ของเรานี่นะ ตลอดเวลา ฉะนั้นเราจะเดินจงกรม พอเดินจงกรมปั๊บ มันล้านัก เราก็นั่งสมาธิ นั่งสมาธิ ๒-๓ ชั่วโมง ถ้ามันลงดีก็ดี ถ้านั่งสมาธิแล้วมันไม่ลง หรือว่ามันลงแล้วมันออกมา ก็ลุกขึ้นเดินจงกรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม เดินจงกรม นั่งสมาธิ เพราะเราถือเนสัชชิก บวชใหม่ๆ เราถือเนสัชชิก ไม่นอน ไม่นอน ไม่กินข้าว อยู่มาได้ไม่ตาย

เราทำมาหมดแล้ว ที่เราแนะนำ เราพูด นี้เราห่วง ห่วงแบบว่า พอเราพูดไป จะท้อใจไง แล้วจะคิดว่า โอ๊ย พระองค์นี้ขี้โม้ฉิบหายเลย ขี้โม้ไม่ขี้โม้นี่ถามได้ ถามได้ ประสบการณ์มี เพราะใหม่ๆ มันไม่รู้ มันก็ต้องดันกันแบบตาบอดตาใสนี่แหละ ดันไป แล้วก็คิดผิด ผิดทุกคน

เวลาใครบอกผิดนะ เราบอกภาวนาอย่างนี้ผิดหมด เพราะเรามีกิเลส เรามีอวิชชา ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ พระอรหันต์นะเดินจงกรม ท่านก็ถูกของท่าน เพราะจิตท่านไม่มีกิเลสใช่ไหม เราเดินจงกรมเหมือนกันเลย กิริยาท่าทางเหมือนกันทุกอย่างเลย แต่ผิดหมดเลย เพราะเรามีอวิชชาครอบอยู่ทั้งหมดเลย ฉะนั้นผิดร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่ทำไป ทำไปมันรู้ถูกรู้ผิด เห็นถูกเห็นผิด มันเปลี่ยนแปลงแก้ไข พวกเราจะรอดก็ตรงนี้ รอดตรงที่เห็นถูกเห็นผิด เปลี่ยนแปลง แก้ไข มันก็พัฒนาขึ้นๆ จากถูกเป็นผิด จากผิดบางทีถูกบ้างเพราะมันเสื่อม ผิดถูกนี่มันจะเกิดเป็นบางคราว วันนี้ ถูกๆ อยู่ตลอดเวลาเลย พอมีอารมณ์ฉงนสนเท่ห์ คิดผิดอย่างนั้น ผิดแล้ว กิเลสนี่ไวมากเลยนะ พอผิดแล้ว ผิดเพราะอะไร ก็ทดสอบกัน ตรวจสอบกัน

พอมันจัดอารมณ์เข้าที่นะ ถูกอีกแล้ว เดี๋ยวถูกเดี๋ยวผิดๆ นะ เพราะมันเจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญ อยู่อย่างนี้ตลอดไป จนถึงที่สุด สมุจเฉทปหาน ขาดปั๊บ กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ กิเลสขาดไปเลย คราวนี้มึงถูกแน่นอนแล้ว เพราะมันเป็นอกุปปธรรม มันไม่มีการแปรสภาพ แต่ก่อนจะเป็นอย่างนี้ได้ เราต้องเข้มแข็งขึ้นมาก่อน แล้วพอมันเป็นอย่างนี้ได้นะ ไม่ถูก ไม่สีลัพพตปรามาส คือว่าไม่ลูบคลำแน่นอนเลย

แต่! แต่ได้ในขั้นของโสดาบันเท่านั้นเอง ไปขั้นสกิทาคา อนาคาก็ยังผิดอีก เพราะโจทย์ที่ละเอียดกว่า โจทย์ที่ลึกลับซับซ้อนกว่า เราไม่เข้าใจ พอโจทย์ที่ลึกลับซับซ้อนที่ไม่เข้าใจ เรารู้มาข้อมูล โจทย์อันง่ายที่เราได้จัดการเสร็จเรียบร้อยมาแล้ว อันนั้นไม่เสื่อมเด็ดขาด แล้วเป็นพื้นฐานที่รับประกันว่าเราได้ผ่านวิกฤติ ได้ผ่านตอบโจทย์ ได้แก้ไขโจทย์ แก้ไขกิจในจิตเราแล้วได้ชั้นหนึ่ง

แล้วเราก็พัฒนาขึ้นไปจะเอาขั้นที่สอง พอขั้นที่สอง ทฤษฎีหรือโจทย์มันจะซับซ้อนกว่า การซับซ้อนกว่าเราต้องแก้ไขด้วยมรรคที่ละเอียดกว่า ถึงมีมรรค ๔ ผล ๔ โสดาปัตติมรรค สกิทามรรค อนาคามรรค อรหัตมรรค มรรคนี่คนละเรื่องเลยนะมึง มรรคไม่ใช่อันเดียวกันนะ แบงก์บาท แบงก์ร้อย แบงก์ห้าร้อย แบงก์พัน แบงก์เหมือนกันเลย แต่คนละเรื่องเลยนะมึง คนละเรื่องเลย

ทีนี้ปฏิบัติไป เวลาพระปฏิบัตินะ เวลาถามปัญหานี่รู้เลย คนถามปัญหานี่ไม่เข้าใจ ใช่ไหม พอควักแบงก์บาทมา นี่แบงก์อะไรครับ ไอ้เรานี่มันผ่านมาแล้ว เห็นแบงก์บาท ก็แบงก์บาท ไอ้นั่นควักแบงก์ห้าร้อยมา ก็แบงก์ห้าร้อย คำถามก็เหมือนชักแบงก์ขึ้นให้ดู มันจะรู้ว่าคนถามนี่มีวุฒิภาวะแค่ไหน คำถาม คำที่ถามมานี่มันจะฟ้องถึงใจ ว่ามีความรู้มากน้อยแค่ไหน

ไอ้คนตอบฟังคำถามรู้เลย แล้วจะตอบอย่างไร จะแก้อย่างไร จะส่งเสริมอย่างไร ฉะนั้นบางทีเราคิดว่า เราแน่ เราไม่มีใครรู้ทันเรานะ เราไปพูดน่ะ คนเป็นเขาเห็นไส้เห็นพุงหมด ไส้กี่ขด โธ่เอ๊ย มึงควักมามึงบอกนี่แบงก์พันครับ แบงก์บาทมันบอกแบงก์พันครับ แบงก์พันครับ เราก็นั่งขำใช่ไหม ไอ้คนพูดมันยังยืนยัน แบงก์พันครับๆ ก็มันเลขหนึ่ง ไอ้ห่าเอ๊ย (หัวเราะ) มันจะเป็นพันเข้าไปได้อย่างไร ก็มันบาทเดียว

คำถาม ถ้าคำตอบ คำตอบจะตอบไป มันเป็นนามธรรม อย่างนี้ อย่างมีลูกศิษย์มาเขาบอกว่า พระป่านี่ไม่ชอบเขียนหนังสือ เขาจะเขียนหนังสือกันไง บอกเขียนหนังสือมันเป็นแบบว่า มันเป็นรูปธรรม เราปฏิบัติกัน อย่างวิทยาศาสตร์ผิดตรงไหน ผิดที่เป็นกฎตายตัว เป็นรูปธรรม ทีนี้รูปธรรม อย่างเช่นอาหาร อาหารเรากินถ้วยแรกนี่อร่อยนะ ถ้วยที่สองชักเริ่มความอร่อยน้อยลงแล้ว ถ้วยที่สาม ถ้วยที่สี่ล่ะ เห็นไหม

ถ้ามันเป็นตายตัว ถ้วยแรกอร่อยอย่างนั้น ถ้วยที่ร้อยก็ต้องอร่อยอย่างนั้นสิ ทั้งๆ ที่มันมาจากหม้อ มาจากที่เดียวกัน แต่ความอร่อยมันน้อยลงแล้ว เห็นไหม เรื่องของใจไง เราถึงพูดเมื่อกี้ หนึ่งบวกหนึ่งเป็นล้าน หนึ่งบวกหนึ่งเป็นศูนย์ เรื่องของใจทั้งนั้น ฉะนั้นพอมาเขียนนะ อย่างเรานี่ อย่างจะสอนพวกเรานะ เราเขียนเลย ๑ ๒ ๓ ๔ มึงรู้แล้วล่ะ ปฏิบัติไปเถอะ ไม่ได้หรอก ไม่ได้ เพราะ ๑ ๒ ๓ ๔ มันเป็นวุฒิภาวะอันนี้ทำ

เหมือนกับเราชอบน้ำพริก น้ำพริก ๑ ๒ ๓ ๔ อร่อยมาก มึงไปกินเข้านะ โอ้โฮ เผ็ดก็เผ็ด แสบท้องก็แสบท้อง มันอร่อยตรงไหนวะ วุฒิภาวะของจิตไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นพอเวลาอาจารย์ที่สอนตายตัวแบบวิทยาศาสตร์ เป็นกรอบนี่ไม่ใช่ ทีนี้ครูบาอาจารย์เราถึงสอนแบบว่าเป็นธรรมชาติ แล้วแต่จริตแล้วแต่ความเห็น แล้วแต่ความถนัด แล้วแต่จิตมันเป็น แล้วอาจารย์คอยแก้ คอยแก้ๆๆ

เหมือนว่า อ้าว เด็กคนนี้กินอันนี้อร่อย อ้าว กินสิ ทำไมไม่อร่อยก็เติมรสชาติเข้าไป ก็อร่อยอีกแล้ว อ้าว อันนี้กินไม่ดี ไม่ดี เปลี่ยน แก้ไปเป็นจังหวะๆ ต้องพัฒนาไปเป็นชั้นๆๆ นี่การพัฒนามันจะทำกันมาอย่างนี้ หลวงปู่มั่นท่านจะดูแลลูกศิษย์ ท่านจะดูแลมา ท่านจะพัฒนามา เป็นอย่างนี้ แล้วจะรู้กันว่าใครจริงไม่จริง ใครได้ไม่ได้

แต่เดี๋ยวนี้เรา สูตรตายตัวเลย เหมือนกันหมด มันก็เหมือนเข้าเซเว่นเนอะ ต้องไปปฏิบัติที่นั่น ไม่ใช่ล่ะ ของเราต้องลงท้องนา มึงหาเอาว่าใครได้ปูก็ได้ปู ใครได้กุ้งก็ได้กุ้ง ใครมีอะไร มีผักบุ้ง เอ็งก็กินผักบุ้งเถิด แล้วแต่เอ็งลงไปเจออะไร ก็วาสนาเราเป็นอย่างนี้น่ะเว้ย ปฏิบัติต้องเป็นอย่างนี้เพราะจิตเป็นนามธรรม เกี่ยวกับบุญกุศล เกี่ยวกับความเห็นของตัว ต้องตามเนื้อหาสาระของคนๆ นั้น จะเป็นสูตรสำเร็จมา ส่งถึงบ้านๆ ไม่มีหรอก

เมื่อยไหมล่ะ ใครมีอะไรว่ามา ไม่มีจะเลิก เลิกนะ วันนี้เราคิดว่าเยอะ ปัญหาต้องเยอะ ไม่มีปัญหาเลย พระอรหันต์หมดเลย

โยม : ...การที่มีสตินี่ มาถูกทางหรือเปล่า

หลวงพ่อ : ถูกทาง เห็นไหม พอมีสติ สติเราขึ้นมา เรารู้เอง แล้วบอกสติไม่ต้องฝึก สติจะเกิดเองได้อย่างไร สติต้องฝึก เพราะสติ มหาสติ สติอัตโนมัติ สติมัน เรารู้หมดนะ พอสติดีมันจะคุมอารมณ์ได้ การเคลื่อนไหวสติดีมาก สติเป็นตัวโน้มนำ เหนี่ยวนำสมาธิ ถ้ามีสติมา สมาธิจะตามมาทันที สติตัวเดียวจะได้ทุกอย่าง

ถ้าขาดสติแล้วนะ หมดทุกอย่าง ไม่ได้อะไรเลย สติ สติ แล้วสติมันจะเกิดเองไม่ได้ ต้องฝึก ต้องฝึก ตั้งสติไว้ ทำอะไรผิดพลาด แก้ไข ผิดแก้ไข ตั้งสติไว้ ทำ ตั้งใจทำของเรา ฝึกไปเรื่อยๆ เขาบอกเป็นการสร้าง ไม่เป็น มึงทำไมต้องลงปลูกต้นไม้ ปลูกต้นไม้ทำไมต้องรดน้ำที่โคน ก็ปลูกต้นไม้แล้ว ถ้าไปรดน้ำที่โคนก็เป็นการสร้าง ก็ไม่ต้องให้ต้นไม้มันโต ให้มันตายไปเหรอ เรารดน้ำที่โคนนะเว้ย ต้นไม้มันจะโตมันองนะเว้ย การฝึกสติก็เหมือนกัน การฝึกนี่แหละ มันจะเกิดให้ต้นไม้ให้โตขึ้นมา “สติ มหาสติ” รดน้ำที่โคนๆ ผลออกที่ปลาย

โยม : แล้วอย่างเวลานั่ง การที่เรารู้สึกทันเจ็บ อย่างขานี่ ในขณะที่เรานั่งอยู่นี่ ก็ยังเป็นสมาธิอยู่

หลวงพ่อ : ถูก

โยม : เมื่อนั่งไปแล้วนี่ พอทนกับการเจ็บเรื่อยๆ จนมันหายไปเอง

หลวงพ่อ : ถูก ว่าไป

โยม : แล้วพอหลังจากที่ มันหายไปแล้วนี่ ผมก็รู้สึกสบาย

หลวงพ่อ : ถูกหมดเลยนะ แต่ถูกแบบพื้นฐาน การปฏิบัติ พวกเรามานั่งกันอยู่นี่เราต้องผ่านโรงเรียนอนุบาล ประถม มัธยมทุกคน เด็กคนไหนไม่เคยเข้าโรงเรียนอนุบาล ไม่เคยเข้าโรงเรียนประถม การปฏิบัติ ถ้าจิตมันไม่พัฒนาจากอนุบาล จากประถม จากมัธยม มันจะจบปริญญาได้อย่างไร? นี่ถูก ถูกในขั้นของพื้นฐานอนุบาลไง

มันพุทโธๆ นี่ถูกไหม? ถูก ทนเจ็บนี่ถูกไหม? ถูก ถูกในขันติบารมี มันไม่ใช่วิปัสสนาแต่มันถูก ถูก เพราะอะไร ถูกเพราะเราเป็นเด็ก เพราะเราเขียนตัวอักษรไม่เป็น เราก็ฝึกจนเขียนตัวอักษรเป็น ก.ไก่ ก.กา ได้ พอเราโตขึ้นมา เราก็ผสมคำได้ จริงไหม ถูก

ทีนี้คนอื่นพอภาคปฏิบัติแล้ว เราคุยกันเรื่องวิปัสสนา พอมาถามว่านี่ถูกไหม เราจะถามตอนนี้เลยว่า วิปัสสนาต้องใช้ปัญญาออกไปสู้มัน ต้องใช้จิตออกไปสู้กับเวทนา จับเวทนาได้ แยกแยะกับเวทนา อันนั้นมันเป็นที่ว่า เราได้รู้จักตัวเราแล้ว เรามีสมาธิแล้ว เรามีกำลังแล้ว แต่ถ้าไม่มีกำลัง สู้กับเวทนาเขาเรียกขันติ คือความอดทนเอา

ถ้าไปพูดถึงการปฏิบัติ ไปพูดถึงอภิธรรมเขานี่ ผิดล้านเปอร์เซ็นต์เลย อย่างนี้มันก็หัวตอสิ อย่างนี้มันก็ทุกข์นิยมสิ ก็ทนเจ็บกันไปอย่างนี้ทุกข์นิยม เขาว่านะ มันทุกข์มันไม่ดีหรอก มันต้องใช้ปัญญาเลย มันจะไม่ทุกข์ ไม่ต้องไปเผชิญกับมันเลย ไม่เผชิญกับมันเลย จิตใจนี้ไม่เข้มแข็ง

สังเกตได้ไหม คนที่คนทุกข์คนยาก คนที่เขาผ่านการงานมา เขาจะเห็นคุณค่าสมบัติเรามากเลย ไอ้อย่างเราไปถูกรางวัลมา ถูกได้เงินมา เงินนั้นแทบจะไม่มีค่าเลย นี่ก็เหมือนกัน พอมันปวดมันทุกข์นี่มันได้ผ่านไง มันได้การต่อสู้มาไง มันเหมือนกับเราสร้างเนื้อสร้างตัวมาไง เก็บเล็กผสมน้อยอย่างนี้ เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่านะ

เด็กๆ มันไปขอแม่ ไม่มีค่าหรอก มีเท่าไรก็ใช้หมด พอลองได้ทำงาน โอ้โฮ แม่งเห็นค่าเลยนะ กว่าจะได้ตังค์ เหมือนกัน ถูก ถูกเด็ดขาด แล้วพอมันพัฒนาไป มันสบาย มันโล่ง พอนั่งไปนะ เดี๋ยวก็เกิดเวทนาอีก พอมันสบาย มันว่างไง เอ็งนั่งไปสักชั่วโมงสิ เดี๋ยวเวทนาก็กลับ เพราะจิตมันเริ่มออกรับรู้ เวทนาเกิดอีก พอเกิดอีกนี่เราไม่ทน

ถ้าทนนี่มันก็เป็นวิธีการหนึ่ง เราใช้ความคิดเข้าสังหารมันเลย เมื่อกี้มันก็เกิด ถ้าเวทนาเป็นความจริง มันจะอยู่กับเราตลอดไปสิ ทำไมมันเกิดมาแล้วก็หายไป แล้วเกิดมาแล้วก็หายไป ทำไมมันหายไปล่ะ เพราะเราก็อยู่สมบูรณ์เรานี่ ร่างกายก็อยู่สมบูรณ์ จิตใจก็อยู่สมบูรณ์ ทุกอย่าง

คนที่เจ็บอยู่กับคนที่ไม่เจ็บมันก็คนเดียวกัน มันคนเดียวกัน ไม่ใช่คนละคนสักหน่อยเลย อ้าว เวลามันเจ็บก็เรา เวลามันหายไปแล้วก็คือเรา แล้วมันหายไปได้อย่างไร นี่เราแบบว่า เราเริ่มให้ใช้ปัญญา พอใช้ปัญญาไป มันไล่ไปๆ โอ้โฮ พอมันทันนะ พอมันทันไปนะ จิตนี้มันจะพัฒนา เพราะจิตมันโง่ เวทนาเป็นเพราะจิตไปเอาทั้งหมดเลย จิตนี่มันไปเสวย แล้วยิ่ง เหมือนเราเลยนะ จิต มือไปจิ้มอะไรเหม็นๆ มา โอ้โฮ มันอยากดม

ถ้าไม่จิ้มมาไม่ไปดม เหมือนกัน พอเวทนานี่ เวทนาเกิดแล้ว เวทนา มันจะไปเอาอยู่ตลอดไง เหมือนมือไปจิ้มขี้มา มันจะดมตลอด ไอ้นี่ จิตมันสงสัยเวทนา มันก็จะไปดูตลอดไง ยิ่งดูยิ่งปวด ยิ่งดูยิ่งเจ็บ มันโง่ๆๆ แต่กว่าจะรู้มันโง่ ต้องรู้เอง เวทนาสักแต่ว่าเวทนา “ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่ขันธ์ ๕ พระโสดาบัน”

ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เวทนา เวทนา ความเจ็บความปวดไม่ใช่เรา เราไม่มีในความเจ็บความปวดนั้น เราไม่ได้ไปอยู่ในความเจ็บความปวดนั้น ในความเจ็บในใจเราก็ไม่มีความเจ็บความปวด ความเจ็บความปวดมันปล่อย มันปล่อยขันธ์ ๕ ไง เวทนาไม่มีในเรา เราไม่มีในเวทนา เวทนาไม่ใช่ทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่เวทนา มันจะสมุจเฉทได้ด้วยปัญญาพร้อมกับสมาธิหนุน

ถ้าปัญญาไม่มีสมาธิหนุน เอ็งคิดจนตาย ไม่มีทาง แต่ถ้ามีสมาธิหนุน เพราะสมาธิ ตัวใจมันโง่ แล้วปัญญามันฝึก พอมันฝึก มันใช้ปัญญาไป ผลที่ตอบมา ตัวใจ มันใช้ปัญญา พอปัญญานี่มันสามัคคี สมุจเฉทปหาน มันจะไปตัดที่ขั้วหัวใจ มันจะไปตัดรากเหง้าเลย รากเหง้าสักกายทิฏฐิ รากเหง้าของความหลงผิด ถูกๆ แต่ทำไปเรื่อยๆ มันจะพัฒนาการไปเรื่อยๆ แต่มันต้องมาอย่างนี้ก่อน ถ้าไม่มีอย่างนี้ก่อน มันจะพัฒนาไปจากไหน ถ้าไม่มีพื้นฐาน

โยม : ในระหว่างที่เจ็บนี่ มันก็พิจารณากายว่ากายไม่ได้เจ็บไปด้วย มันแยกกัน คือในใจเรา เราก็ไม่เห็นมีความรู้สึกอะไร มันเหมือนกับว่า ขยับ

หลวงพ่อ : ความชำนาญ ความชำนาญของช่าง เรานี่ฝึกใหม่ เราทำตามตำราได้ แต่เรายังไม่ชำนาญ แต่พอทำบ่อยครั้งเข้าๆ ช่างนี่ชำนาญมากนะ เราเจอลูกศิษย์ รถนี่นั่งฟังรู้เลยอะไรผิด อะไรเสีย ฟังเสียงออกหมด นั่งอยู่เฉยๆ เวลามานี่เขาบอกติดเครื่องให้ผมฟัง อะไรเสียๆ ไปบอก มึงไปทำได้เลย ชำนาญขนาดนั้น นี่เหมือนกัน นี้ที่ว่ามันไม่ใช่เราๆ ทำไปเรื่อยๆ มันจะมีความชำนาญ

พอมีความชำนาญ เขาเรียกชำนาญในวสี แม้แต่สมาธิมันจะเสื่อมจะอะไรนี่ เพราะเราไม่รู้จักรักษา มีคนมาหานะ อยากได้สมาธิๆ นะ เราบอกว่า โง่ฉิบหายเลย มึงรักษาสมาธินี่เสื่อมทั้งปี แต่รักษาที่เหตุ สมาธิมึงจะไม่เสื่อมเลย รักษาสติไง มีสติมีสัมปชัญญะ มีการรักษาอยู่ สมาธิมึงจะไม่เสื่อมเลย นี่ก็เหมือนกัน ถ้าวิปัสสนามันเกิด ปัญญามันเกิดขึ้นมา มันใช้ปัญญา ใช้ปัญญา มันมีความชำนาญของมัน

ชำนาญในวสี ไม่ใช่ว่าพอมันเกิดปั๊บ ปัญญาไม่มีปั๊บจะขาด พอเวทนาหายปั๊บมันจะเป็นพระโสดาบัน ไม่ เพราะมันเกิดดับ เวทนาเดี๋ยวก็มา เดี๋ยวก็หนัก เดี๋ยวก็เบา มันจะมีมากน้อยตลอดเวลา แต่พอกิเลสมันขาดปั๊บ เวทนา สักแต่ว่าเวทนา

ดูหลวงตาสิ ตอนท่านเข่าเสื่อม ท่านบอกเลยว่าปวดเข่า พระอรหันต์นะ ปวดเข่า ปวดเข่า เวทนามีไหม แล้วเวลาท่านจะเทศน์นะ ท่านบอกเลย มึงจะปวดก็ปวดไปสิ กูจะเทศน์น่ะ โอ้โฮ ท่านพูดคำนี้นะเราซึ้งมาก คือท่านปวดเข่ามากตอนท่านเข่าเสื่อม เวลาเทศน์ไป นั่งแล้วจะปวดมาก ท่านบอก ปวดมึงปวดไป กูจะเทศน์ แล้วท่านก็เทศน์ให้โยมฟัง ปวดก็ปวดอยู่นี่ ชำนาญ เห็นไหม เวทนาสักแต่ว่าเวทนา เวทนาไม่ใช่เรา แต่มันมีของมันอยู่

ถ้ามันขาดแล้วนะ เวทนานี่จะไม่มีกำลัง ไม่มีอะไรที่จะกดถ่วงใจเราได้เลย แต่เรารู้อยู่ เหมือนเรานั่งอยู่นี่ แดดมาก็ร้อน ลมพัดมาก็เย็น แต่เราไม่ทุกข์ไม่ร้อนไปกับมันนะ ไม่รู้ อ้าว ก็ธรรมดา แต่ถ้าเราไม่เข้าใจตรงนี้ เราต้องการจะเย็นอย่างเดียว ร้อนไม่เอา ร้อนมานี่ โอ้โฮ เจ็บช้ำน้ำใจ เจ็บปวด เจ็บปวด ถ้าเวทนามันขาดแล้วนะ ไม่เจ็บไม่ปวด ก็ธรรมดา ก็รู้กันอยู่

โยม : อย่างนี้ ยิ่งนั่งไป สติมันเหมือนกับต้องตื่นไปเรื่อยๆ

หลวงพ่อ : จะดีไปเรื่อยๆ เว้นไว้แต่สมาธิมันเสื่อม มันอะไรนี่ บางทีสติมัน สมาธิเสื่อมนี่ ทุกอย่างจะถอยร่นหมด แต่เราก็ค่อยๆ ฝึกขึ้นมาใหม่ ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ ดูไปนะ

โยม : คือ เพราะหลังๆ นี่ ไปถาม หลวงพ่อ.....ครับ แล้วหลังๆ นั่งมามันก็ไม่สงบ เลยง่วงเลย

หลวงพ่อ : ดีสิ

โยม : ต้องตื่นตลอด

หลวงพ่อ : ตื่น ตั้งสติไว้แล้วกำหนดไว้ ให้มีจุดยืนไว้ บางทีมันตื่นตลอด บางทีภวังค์ เราก็ไม่รู้นะ บางทีตื่น มันตื่นแล้วเป็นภวังค์ จิตมัน มันต้องผ่าน มันจะมีสิ่งนี้เข้ามา นี่เราก็ตรวจสอบเราทำของเราไปเรื่อยๆ มันจะผ่าน อย่างเช่น จากกรุงเทพฯ มานี่ต้องผ่านนครปฐม ถ้าเข้าใจว่านครปฐมถึงป้ายเป้าหมายแล้ว เราก็ติดอยู่ที่นครปฐม

จิตเราเวลามันเปลี่ยนแปลง มันมีระยะผ่านนะ ทีนี้มีระยะผ่านสติเราจะตามไปเรื่อยๆ จะมีเทคนิคอีกเยอะน่ะ ภาวนานี่ เทคนิคเยอะมาก ถ้าอาจารย์ไม่ชำนาญ เสร็จหมด พัฒนามันไปเรื่อยๆ มันมีระยะผ่าน ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา มันจะมีระยะผ่านของมัน มันจะพัฒนา เหมือนกับเหล้า ยิ่งอายุมากก็ยิ่งราคาแพง นี่ก็เหมือนกัน เราสะสม เราพัฒนา จิตเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราตั้งใจทำดีๆ แต่บางที พอเราอยู่นานๆ ไปนี่ จิตเสื่อม คือท้อแท้ เศร้าสร้อย มันมีเจริญแล้วเสื่อม มันมีนะ

ทุกคน ดำรงชีวิตทั้งชีวิต มันจะมีเหตุการณ์กระทบกระเทือนกับชีวิตเราเยอะมาก การภาวนามันจะมีอุปสรรคเข้ามาขัดขวางเราพอสมควร ฉะนั้น เราต้องมั่นคง แล้วเราตั้งใจจริง แล้วทำของเราจริงๆ แล้วผลของมันนะ อริยทรัพย์ ทรัพย์ทางโลกนี่เขาเรียกทรัพย์ ความเป็นไปของหัวใจเขาเรียกอริยทรัพย์ มันมีคุณค่ากับทรัพย์ทางโลก เทียบกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการทำมันก็ต้องลงทุนลงแรงลำบากกว่า เป็นเรื่องธรรมดา

โยม : คือเวลานั่งสมาธินี่ครับ ไหนจะมี อย่างที่อื่นเขามีกำหนดที่ลมหายใจครับผม แต่ว่าผมมีปัญหาครับ ควบคุมสายตาไม่ได้ มันจะติดอยู่นั่นครับ หรือไม่บางที เพดานบนกระทบลิ้นบ้าง แทนที่มันจะหยุดอยู่กับที่ มันไปเรื่อย บางทีมันขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกัน

หลวงพ่อ : นี่เข้าใจผิดหมดเลย สายตามันเกี่ยวอะไรกับลมหายใจเข้าออก

โยม : พอมันตึ๊ดๆ มันขึ้นมาอีกแล้ว อะไรอย่างนี้ครับ

หลวงพ่อ : อย่างนี้มันเป็นอย่างนั้น มันเคลื่อน คำว่าเคลื่อนนะ เราตั้งไว้ที่ปลายจมูกใช่ไหม เราตั้งไว้ที่ปลายจมูกแล้วเราก็ปล่อยไปเลยสิ เราก็ปล่อยเลยปลายจมูก ความรับรู้แค่ลมหายใจ แค่กระทบที่ปลายจมูก อย่างอื่นไม่เกี่ยว ไม่ต้องตามลม ไม่ต้องอะไรทั้งสิ้น

นี้สายตา สายตาดี สายตาเราก็ปกติ แค่เห็นทางเรืองๆ เราเดินจงกรมกลางคืนนะ นิสัยเรามันแบบว่าไม่ชอบ ไม่เคยจุดเทียน วันนั้นเหยียบงูกะบะหลายทีแล้ว เหยียบมั้บ! โดดเลยนะ ทีแรกนึกว่าอึ่งอ่าง คางคก โดดปั๊บรีบมาเอาไฟฉายเปิด โอ้โฮ งูกะบะ ถ้าซัดกูแม่ง เจ็บอีกแล้ว เดินจงกรมอยู่ เหยียบมันไง เพราะเราไม่จุดเทียนกลางคืน แค่รางๆ แค่เราพอเห็นทางได้ เราเอาแล้ว

เราโดนบ่อย บางทีโดนตะขาบ วันนั้นโดน งูกะบะโดนกัดมาทีหนึ่ง เมื่อหลายปีที่แล้ว นี่พอเหยียบมันนิ่มๆ ทีนี้พอนิ่มๆ เรานึกว่าเป็นตัวสัตว์ใช่ไหม เรารีบโดดเลย คือถ้ามันเป็นคางคกก็กลัวมันตาย พอโดดเสร็จเราวางไฟฉายไว้ รีบเอาไฟฉายเปิดดู โอ้โฮ งูกะบะ ยังชมตัวเองว่าโชคดีมากไม่โดนกัด

ทีนี้ ถ้าอย่างนั้น ถ้าเราลมอยู่ที่ปลายจมูก อย่างที่ว่านะ มันกระทบบ้าง สายตาบ้าง การปฏิบัติใหม่ๆ มันจะมีอย่างนี้ บางคนนะ พอนั่งพุทโธ มันจะมีเหมือนคนมาสะกิด จะมีเหมือนอะไรนี่ มันจะมีเยอะ อย่างนี้มันเป็นเวรเป็นกรรมของคน บางคนนั่งปกติจะไม่มีอะไรเลย บางคนนั่งไปแล้วจะมี เหมือนกับเรากระตุก เหมือนเราเขม่น ตาเขม่น มันจะมาเยอะ

เราจะยกหลวงปู่ลี วัดอโศการาม หลวงปู่ลี วัดอโศการาม ท่านไปนั่งอยู่ที่ชายทะเล ที่วัดอโศฯ เมื่อก่อนมันสร้างใหม่ๆ มันจะเป็นริมทะเล ท่านไปนั่งหลับตาพุทโธๆ แล้วยุงทะเลมันมาเป็นลูกๆ เลย ท่านกำหนดพุทโธๆๆ มันกัด ท่านไม่ขยับเลยนะ ท่านบอก ใช้กรรม คิดดูสิ ยุงทะเลเป็นฝูงๆ เป็นกลุ่มๆ แล้วเรานั่งอยู่ให้มันกัดเป็นกลุ่มๆ ท่านบอกท่านลืมตาออกมานี่ เลือดนี่แดงหมดเลย

บางคน พระบางองค์ที่มีคุณธรรมนะ ท่านเห็นเวรเห็นกรรม ท่านชดใช้ อย่างเช่นหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ชอบท่านบอกว่า เวลาท่านเป็นอัมพฤกษ์ พอท่านเป็นอัมพฤกษ์ เมื่อก่อนท่านเข้มแข็งมาก หลวงปู่ชอบนี่สุดยอดพระเลย เดินจงกรมนี่สุดยอดเลย พอถึงเวลากรรมมันให้ผลใช่ไหม ท่านเป็นอัมพฤกษ์

ทีนี้พระที่อุปัฏฐาก ท่านจะเอายา ยานี่ ท่านไม่ยอมฉันยา ท่านบอกว่ามันเป็นโรคกรรมของท่าน เขาเอายานี่สอดเข้าไปในกล้วยหอม คือท่านไม่ยอมฉัน ทีนี้พอเอายาสอดเข้าไปในกล้วยนะ ให้ท่านฉันยา เพื่อจะได้บรรเทาโรค ท่านฉันกล้วยนะ พอลิ้นมันกระทบถึงเป็นยานะ ท่านจะบ้วนทิ้งเลย นี่ไง เราจะบอกว่าพื้นกรรมของคน พื้นฐานของคนมันหลากหลายจริงๆ

แล้วหลวงปู่ชอบท่านพูด เขาฟังต่อๆ กันมา บอกตอนสมัยท่านเด็กๆ ท่านจับปูจับปลาใส่ข้อง แล้วกลัวมันหนีไง หักขามัน หักขามัน ท่านเป็นเด็กอีสานใช่ไหม จับปูจับปลา จับปูมาแล้วใส่ข้องๆ แล้วมันจะหนีจากข้อง จับมาแล้วหักให้หมดๆ สมัยเด็กไม่รู้เรื่อง ทุกคนก็อยากหวังผลประโยชน์ อย่างพูดเมื่อกี้ การอยากได้มันธรรมดา

ฉะนั้น สิ่งใดที่มันเกิดนะ เราจับสติ สตินะ ให้ชัดกับลมกับพุทโธ อย่างอื่นจะเกิดขึ้นนะ ไม่รับรู้ เดี๋ยวจะค่อยๆ จางไป แต่เพราะเราบางทีมันสงสัย เราไม่รู้กำหนดลมพุทโธอยู่แล้วนะ พออะไรขึ้นมาน่ะ นั่นอะไรวะ นี่อะไรวะ ไปรำคาญ ยิ่งรำคาญยิ่งชัด ฉะนั้นเราจะวางตรงนั้น ให้อยู่กับลม ตั้งสติให้อยู่กับลม รับรู้เฉพาะลม มีเฉพาะลมกับความรู้สึกเราเท่านั้น อย่างอื่นจะเกิดขึ้นมาบ้าง จะมาขัดแย้งบ้าง ไม่สน ไม่ดู ไม่สนๆ เอาหนึ่งนี้หนึ่งเดียว

แต่ถ้าเราจะไปแก้ คือว่าจะให้มันหายไปนะ มันยิ่งชัด ลมมันจะยิ่งหายไป นี่คืออุปสรรคการปฏิบัติ เพราะเราไม่เข้าใจ เราเป็นเราอะไรขึ้นมา เราไม่ไปเลย เราอยู่กับพุทโธ แต่ใหม่ๆ ก็ไม่รู้ ใหม่ๆ ก็เป็นอย่างนั้น โน่นอะไร นี่อะไร โอ้โฮ นิมิตเราเกิดเยอะมาก แล้วตามไปหมด ผิดหมด ตอนหลังนี้ไม่เอา อะไรก็ไม่เอา แต่พระพุทธเจ้า อานาปานสติ เอาความสงบของใจเท่านั้น

สัมมาสมาธิ รากฐานของใจ รากฐานของภวาสวะ รากฐานของภพ รากฐานของตัวเรา อันอื่นไม่เกี่ยว เพราะอยู่กับมันมาหลายภพหลายชาติแล้ว ไม่ไหวแล้ว มึงหลอกกูมาตลอด เยอะมากแล้ว ตอนนี้กูไม่เอามึงแล้ว วางให้หมดเวลาทำสมถะ แล้วเวลามันออก จิตสงบสู่สมาธิแล้ว ออกค้นคว้า แล้วค่อยมาดูกัน

ออกวิปัสสนานี่มันจะรื้อแล้ว รื้อเลย เชื้อมาจากไหน สิ่งนี้มาจากอะไร ทำไมมันถึงเป็น ถ้าจิตมีสมาธิแล้วนะ เดี๋ยวได้รื้อได้ค้น มันจะไปจบกันตรงนั้น แต่ถ้าไม่มีกำลังนะ จะไปรื้อไปค้นมันไม่ไหว ฉะนั้นอะไรจะมา ไม่รับรู้มันไง รับรู้เฉพาะลมหายใจอย่างเดียว จบ

เอาตรงนี้ให้ได้ก่อน เอวัง